วิกฤต หรือ โอกาส… เมื่อโลกขาดเงิน

กุมภาพันธ์ 6, 2009

ตอนเช้าระหว่างการเดินทางมาทำงานผู้เขียนนั่งฟังข่าวบนรถเมล์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าอัตราการว่างงานจะมีเพิ่มขึ้นทุกเดือน ซึ่งเป็นข่าวที่ไม่สู้ดีนักสำหรับชาวมนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเรา เพราะรายได้หลักก็ได้มาจากงานประจำนี่ล่ะค่ะ ถ้าหากโดนปลดพนักงาน หรือตกงาน นั่นหมายถึงรายได้ที่หายไป ซึ่งรายจ่ายยังคงเดิม ยิ่งคิดแล้วก็สับสนกับสังคมปัจจุบัน รู้สึกว่าอะไรๆ จะดูขัดแย้งกันไปทั้งหมด ประเทศประสบปัญหาภาวะเงินฝืด ต้องแก้ด้วยการใช้จ่ายเงิน แต่ประชาชนต้องประสบกับภาวะการว่างงานเพิ่มขึ้น แล้วจะให้นำเงินที่ไหนไปใช้จ่ายกันล่ะ ….คิดเช่นเดียวกับผู้เขียนบ้างไหมค่ะ

เรื่องเงินๆ ทองๆ ปัญหาใหญ่ เช่นเดียวกับข่าวที่ได้นำมาฝากท่านผู้อ่านกันในวันนี้ล่ะค่ะ เพราะล่าสุดการประชุมสุดยอด ผู้นำประเทศ และ ผู้นำธุรกิจโลก ในงาน เวิลด์อีโคโนมิค ฟอรัม ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่เพิ่งจบไปนั้นมีเสียงเตือนเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ นั่นคือเรื่อง การปกป้องทางการเงิน หรือ การกีดกันทางการเงิน ที่เรียกว่า Financial Protectionism ในรูปแบบเดียวกันกับ การปกป้องทางการค้า หรือ การกีดกันทางการค้า ที่เรียกว่า Trade Protectionism

เมื่อประเทศหนึ่งไม่ปล่อยเงินกู้ให้อีกประเทศหนึ่ง ไม่นำเงินไปลงทุนในอีกประเทศหนึ่ง เพราะมีเงินไม่เพียงพอ รัฐบาลให้ปล่อยกู้ในประเทศแทน ใช้สินค้าในประเทศแทนสินค้านำเข้า เหมือนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของ บารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐฯ ที่กำลังจะผ่านวุฒิสภา แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับ “ระบบการเงินเสรี” และ “การค้าเสรี” ของโลกใบนี้

ผลจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ทำให้สินเชื่อในระบบการเงินโลกลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะสถาบันการเงินมีปัญหา ไม่มีเงินจะปล่อยกู้ แบงก์ที่มีเงินปล่อยกู้ก็กลัวความเสี่ยงจนไม่ยอมปล่อยกู้ เกิดภาวะ “วิกฤติสินเชื่อ” ขึ้นทั่วโลก และนำไปสู่การสนับสนุนทางการเงินจากแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมากขึ้น

เมื่อเงินไม่พอ ก็ส่งผลให้การปล่อยกู้ข้ามประเทศลดลงไปด้วย มีการคาดกันว่า เงินทุนภาคเอกชน ที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศเกิดใหม่ในปี 2009 นี้ จะลดลงถึง 82 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปี 2007 ทำให้ประเทศเกิดใหม่ขาดแคลนเงินทุนเพิ่มขึ้น ทุกประเทศต่างหันมาปกป้องธุรกิจและอุตสาหกรรมในประเทศตนเอง เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อช่วยไม่ให้คนตกงานเพิ่มขึ้น แต่ถึงจะไม่มีการกีดกันทางการค้า ไอเอ็มเอฟ ก็คาดว่า การค้าระหว่างประเทศ ในปีนี้จะลดลงถึงร้อยละ 2.8 เงินในระบบหายไปไม่รู้กี่ล้านล้านดอลลาร์

จากการประชุมที่ดาวอส ผู้นำประเทศต่างๆ คาดหวังว่าจะสามารถสรุปวิธีรับมือกับ “การปกป้องทางการเงิน” ที่เกิดขึ้นได้ในเวที การประชุมสุดยอดผู้นำ จี – 20 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ วันที่ 2 เมษายนที่จะถึงนี้ ประเด็นสำคัญที่จะถกกันก็คือ การปฏิรูปกลไกการควบคุมทางการเงิน เพื่อดึงความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา และการจำกัดนโยบายการซื้อผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นแทนสินค้านำเข้าในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ

ในขณะที่ประเทศอื่นกำลังขาดแคลนสินเชื่อ เพราะระบบธนาคารมีปัญหาไม่มีเงินจะปล่อยกู้ จนรัฐบาลและแบงก์ชาติต้องเข้าไปเพิ่มทุน และซื้อกิจการมาเป็นของรัฐ แต่ประเทศไทยกลับตรงกันข้าม ระบบธนาคารพาณิชย์ไทย แข็งแรงมาก มีเงินพร้อมจะให้กู้อีกมาก แต่ขาดอยู่อย่างเดียวคือ ความมั่นใจจากปัญหาการเมือง

มีสิ่งหนึ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเมืองไทยก็คือ “โอกาสในยามวิกฤต” ซึ่งเป็นโอกาสที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศตะวันตกเลย นายแบงก์ฝรั่งฟังแล้วก็ยังงง นั่นคือ “มหกรรมการเงิน” หรือ Money Expo ในเมืองไทยที่จัดโดยวารสาร “การเงินธนาคาร” ปีนี้จะจัดรวม 3 งานสวนกระแสข่าวแบงก์ไม่ปล่อยกู้

งานแรก มหกรรมการเงิน มันนี่ เอ็กซ์โป พัทยา 2009 วันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ ที่ศูนย์ประชุมพีช โรงแรมรอยัลคลีฟ เมืองพัทยา
งานที่สอง มหกรรมการเงิน มันนี่ เอ็กซ์โป กรุงเทพฯ 2009 วันที่ 7-10 พฤษภาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
งานที่สาม มหกรรมการเงิน มันนี่ เอ็กซ์โป เชียงใหม่ 2009 วันที่ 6-8 พฤศจิกายน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นี่คือ “โอกาสในวิกฤติ” ที่กำลังเกิดขึ้น 6-8 กุมภาพันธ์นี้ “งานมหกรรมการเงิน มันนี่ เอ็กซ์โป พัทยา 2009” ครั้งที่ 1 ธนาคารและสถาบันการเงิน 16 แห่ง จะนำสินเชื่อไปปล่อยกู้กันอย่างไม่อั้น ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0 เปอร์เซ็นต์ งานนี้ไม่เพียงคนใน “ภาคตะวันออกทุกจังหวัด” จะมีสิทธิ์กู้เงินเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ “คนไทยทั้งประเทศ” ได้สิทธิ์นี้ พร้อมกันอีกด้วย ไทยช่วยไทยเพื่อพิสูจน์ว่า “สินเชื่อไทยไม่ขาดแคลน” เหมือนในต่างประเทศ (ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 )

สาระความรู้ไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะนอกจากคอลัมน์ Editor Talk แล้ว ภายในหน้าเว็บไซท์ของเราก็ได้นำเรื่องราวต่างๆ ทางด้านวิชาการมาฝากท่านผู้อ่านกันอย่างมากมาย ซึ่งล่าสุดทางทีมงานได้อัพเดทข้อมูลในคอลัมน์สนทนาประสาวิชาการโดยคราวนี้เป็นข้อมูลจากท่านผู้รู้ทางพิบัติภัยสึนามิ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มนตรี ชูวงษ์ เป็นการให้สัมภาษณ์ผ่านคอลัมน์ถึงการแกะรอยการเกิดสึนามิ ซึ่งท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ค่ะว่า สึนามิที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เมื่อปี 2547 นั้น มิได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ 600 ร้อยปีก่อน ส่วนรายละเอียดจะน่าสนใจเพียงใดต้องติดตามอ่านกันในคอลัมน์นะค่ะ

นอกจากนี้ทางเว็บไซท์ของเราได้อัพเดท ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุดกับทาง บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ที่การันตีถึงคุณภาพของผลงานทุกชิ้น ซึ่งจะอัพโหลดภาพหน้าปกของผลงาน และแนะนำบรรณานุกรมให้แก่ผู้ที่สนใจสามารถติดตามหาอ่านกันได้ตามแหล่งข้อมูลต่างๆ ถ้าอยากทราบว่าผลงานนั้นมีคุณภาพและสวยงามแค่ไหนก็คลิกชมกันได้ที่ www.topscholar.org สำหรับวันนี้หมดเวลาและหน้าที่ของผู้เขียนแล้ว หากท่านผู้อ่านมีคำแนะนำหรือต้องการติชมเว็บไซท์ของเรา อย่าลืมส่งมาได้ที่ editor@topscholar.org นะค่ะ …สวัสดีค่ะ

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

สุริยุปราคา…รับปีดาราศาสตร์สากล

กุมภาพันธ์ 4, 2009

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน มาพบกับ Editor Talk กันอีกแล้วนะค่ะ สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวสารเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ทั้งดีและไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเมือง เศรษฐกิจ อาชญกรรม รัฐสภา วิชาการ การคอรัปชั่น หรือแม้แต่เรื่องปลากระป๋องเน่าที่กำลังเป็นข้อพิพาทอยู่ ณ เวลานี้ก็ตาม ผู้เขียนเห็นข่าวแล้วก็ได้ตระหนักอยู่ในใจว่า หน้าที่ของคนข่าว คือ การรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงภายใต้กรอบของอุดมการณ์และจริยธรรมด้วย เพราะสังเกตจากข่าวที่ออกมาในปัจจุบันถึงแม้ว่าจะเป็นความจริง แต่ก็สร้างกระแสบั่นทอนสุขภาพจิตของผู้บริโภคข่าวสารโดยที่เราเองก็ไม่คาดคิดเหมือนกัน ในฐานะที่ผู้เขียนก็จัดอยู่ในบุคคลทั้ง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้บริโภคข่าวสารจากแหล่งข้อมูล เพื่อกลั่นกรองและเลือกสรรสารสนเทศที่มีประโยชน์มาเผยแพร่แก่ท่านผู้อ่านอีกทอดหนึ่ง ผู้เขียนจึงสอนตัวเองเสมอว่าถ้าเลือกได้ขอเสนอข่าวที่เป็นจริงและเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านในทางสร้างสรรค์ดีกว่า สัปดาห์นี้จึงขอหยิบยกเรื่องดีๆ ที่อยู่ในแวดวงวิชาการมาฝากกัน อย่างเช่นเรื่องที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนไทยในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ “ สุริยุปราคา” ที่ผู้เขียนจะนำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกันต่อไปนี้ล่ะค่ะ

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2552 สภาพท้องฟ้าค่อนข้างเป็นใจ เหมาะสำหรับสังเกตปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วนที่กรุงเทพฯ โดยสภาพท้องฟ้าโปร่ง มีเพียงหมอกแดด ซึ่งทัศนวิสัยเหมาะสมสำหรับดูดวงอาทิตย์ ทั้งนี้บริเวณหน้าลานพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาลได้ตั้งกล้องดูดาว ทั้งกล้องปืนใหญ่ กล้องสะท้อนแสง กล้องหักเหแสง รวมถึงกล้องดูดาวที่ประกอบขึ้นเอง ทั้งหมดติดตั้งแผ่นกรองแสงเพื่อปกป้องสายตาจากรังสียูวี บรรยากาศเป็นไปอย่างครึกครึ้น โดยมีนักเรียนชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนในเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์กว่า 10 โรงเรียน ทยอยเข้าร่วมสังเกตการณ์ ร่วมกับนักวิชาการ นักดูดาวอิสระ และผู้ที่สนใจทั่วไป รวมยอดผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานประมาณ 700 คน

สุริยุปราคาครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นต้อนรับปีดาราศาสตร์สากล ที่สหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ โดยองค์การยูเนสโกแห่งสหประชาชาติได้ประกาศให้ปี 2552 เป็นปีดาราศาสตร์สากล (International Year Of Astronomy 2009) หรือ IYA 2009 ซึ่งครบรอบ 400 ปีที่กาลิโลโอ กาลิเลอี นักดาราศาสตร์ ชาวอิตาลีทดลองใช้กล้องโทรทัศน์ส่องสำรวจท้องฟ้าเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2152 (ค.ศ.1609)

ในปี 2552 และ 2553 คนไทยมีโอกาสได้ชมปรากฏการณ์สุริยุปราคาถึง 2 ครั้ง เริ่มเปิดศักราชใหม่ตั้งแต่ช่วงต้นปีกับสุริยุปราคาแบบวงแหวนในวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2552 ซึ่งอยู่ในช่วงเทศกาลตรุษจีนจากการคำนวณของนักดาราศาสตร์ได้ประมาณการว่าใน วันที่ 26 มกราคม ดวงจันทร์จะเริ่มเคลื่อนที่บังดวงอาทิตย์เข้าสู่สัมผัสที่ 1 ในเวลาประมาณ 15.53 น. และสิ้นสุดเหตุการณ์ในเวลา 17.58 น.

แต่หากพลาดชมสุริยุปราคาในช่วงต้นปี ก็อย่าพึ่งหมดหวังเพราะในปี 2552 คนไทยมีโอกาสชมสุริยุปราคาอีกครั้งในวันที่ 22 กรกฎาคม โดยครั้งนี้เป็นสุริยุปราคาแบบเต็มดวง ชุดซารอส 136 เกิดขึ้นหลังจากจันทรุปราคาแบบเงามัวเพียง 2 อาทิตย์ โดยมีแนวคราสผ่านประเทศอินเดีย จีน ญี่ปุ่น และมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ จากนั้นในปี 2553 คนไทยยังมีโอกาสจะได้ชมปรากฏการณ์สุริยุปราคากันอีกครั้งในวันที่ 15 มกราคม 2553 ก่อนที่จะเว้นวรรคไปนานถึง 2 ปี โดยกลับมาอีกครั้งในปี 2555 และ 2559

นักดาราศาสตร์ไทย เปิดเผยว่า หลังจากปรากฏการณ์สุริยคราสบางส่วนในประเทศไทยครั้งนี้แล้ว ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ จะเกิดจันทรุปราคาผ่านเงามัว จากนั้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จะเกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวพฤหัสบดีให้ได้ชมอีก นอกจากนี้ นักดาราศาสตร์ยังอยู่ระหว่างการเฝ้าติดตามบันทึกภาพดาวหางลูลินในช่วงเดือนแห่งความรัก กุมภาพันธ์ 2552 นี้ด้วย

“ดาวหางลูลิน (C/2007 N3) ถูกค้นพบเมื่อเดือนกรกฎาคม 2007 ตอนนี้สว่างน้อยมากเกินกว่าที่จะเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่จะค่อยสว่างขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นได้ด้วยตาเปล่าในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ประมาณวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 ดาวหางลูลินจะเข้าใกล้โลกมากที่สุด” (ผู้เขียนอยากจะเห็น ดาวหางลูลิน บ้างแล้วซิค่ะ)

เป็นอย่างไรบ้างค่ะท่านผู้อ่าน…ข่ าวสารที่นำมาฝากกัน น่าจะเป็นสาระดีๆ ที่ทำให้ท่านผู้อ่านได้รับประโยชน์ทั้งในเชิงความรู้ทั่วไป และในเชิงความรู้วิชาการอย่างครบครันนะค่ะ ช่วงเวลาจากนี้ไปก็ขออาศัยคอลัมน์ Editor Talk นี้ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารภายในเว็บไซท์ของเราไปด้วยเลย เพราะเว็บไซท์ของเราตอนนี้ได้มีการอัพเดรทข้อมูลใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย เช่น การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางธรณีวิทยา ด้านพิบัติภัยสึนามิอย่างผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มนตรี ชูวงษ์ มาถ่ายทอดความรู้ถึงที่มาและที่ไปของปรากฏการณ์ และฝากข้อคิดดีๆ ในการเลือกรับข่าวสารต่างๆ ก่อนปักใจเชื่อสิ่งใด และสำหรับผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ ซึ่งเป็นผลงานที่จัดพิมพ์กับโรงพิมพ์คุณภาพอย่าง บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งล่าสุดผู้เขียนทราบมาว่า บริษัทฯ นี้ ได้นำกระดาษมิโดริกรีนเปเปอร์ ซึ่งเป็นกระดาษที่รักษ์ธรรมชาติ รักษ์สิ่งแวดล้อม และถนอมสายตา มาจัดพิมพ์เป็นผลงานทางวิชาการให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า แหม! นอกจากจะเป็นโรงพิมพ์คุณภาพแล้ว ยังมีวิสัยทัศน์ในการบริหารงานเพื่อองค์กรและสังคมอีกด้วย น่าชื่นใจแทนนะค่ะ สุดท้ายค่ะ ที่จะลืมไม่ได้คือ หากท่านใดมีข้อติชม หรือแนะนำเว็บไซท์ของเราสามารถส่งข้อคิดเหล่านั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org ลาก่อนค่ะ

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

WIPO ถวายรางวัลโลกแด่ “ในหลวง”

มกราคม 26, 2009

เรือจะล่องอยู่บนสายน้ำได้ถูกทิศทางต้องอาศัยหางเสือที่แข็งแรงและสมบูรณ์ เช่นกันค่ะการที่ประเทศของเราจะก้าวหน้าไปไกลก็ต้องมีผู้นำประเทศที่เก่ง และดีเสมอกัน และสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อให้ผู้อ่าน Editor Talk ทุกท่านได้รับทราบกันในวันนี้ ก็เป็นเรื่องที่น่าปราบปลื้มเป็นยิ่งนัก เป็นเรื่องที่พระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยได้รับการถวายรางวัลโลก จากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ซึ่งรายละเอียดจะนำเสนอในย่อหน้าต่อไปนี้ค่ะ

ที่กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 13 มกราคม 2552 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทย ประจำกรุงเจนีวา แถลงข่าวการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญรางวัลผู้นำโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยนายฟรานซิส เกอร์รี่ ผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เดินทางมาเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญรางวัล ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ 14 มกราคม 2552 ที่ผ่านมา

นายสีหศักดิ์ แถลงว่าองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก จะทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญรางวัลผู้นำโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทย ซึ่งเป็นพระองค์แรกของโลกที่ได้รับรางวัลนี้ เพราะยังไม่มีผู้นำของโลกรายใดได้รับรางวัลดังกล่าว ซึ่งในฐานะที่พระองค์ทรงมีบทบาทโดดเด่นในการส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญญาและพัฒนานวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่พระองค์ทรงคิดค้นให้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของทั้งประเทศไทย และต่างประเทศ

“การทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลผู้นำโลก ด้านทรัพย์สินทางปัญญาในครั้งนี้ เป็นความคิดริเริ่มใหม่ของ WIPO เมื่อปี พ.ศ. 2551 และยังไม่เคยมีผู้ใดเคยได้รับรางวัลนี้มาก่อน ทั้งนี้การตัดสินใจทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลนี้ ด้วยเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกรณียกิจที่ส่งเสริมและเผยแพร่บทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อการพัฒนาในประเทศไทย และในต่างประเทศอย่างเด่นชัดโดยพระองค์ริเริ่มโครงการจำนวนมาก เพื่อการพัฒนาชุมชน ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เช่นกังหันน้ำชัยพัฒนา ซึ่งองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกได้เคยทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลนักประดิษฐ์ยอดเยี่ยมแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อปี พ.ศ. 2544 การคิดค้นเทคโนโลยีการทำฝนเทียม ซึ่งได้มีประเทศต่างๆ ถวายสิทธิบัตรมากกว่า 20 รายการ โครงการพระราชดำริต่างๆ อีกจำนวนมาก ที่ได้รับการจดเป็นเครื่องหมายการค้า อีก 19 รายการและมีการจดสิทธิบัตรถวายพระองค์ฉบับแรกในปี พ.ศ. 2536 สำหรับการที่พระองค์ให้แนวทางในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ทั้งนี้พระองค์ยังทรงเป็นศิลปินที่มีผลงานมากกว่าพันรายการ เช่น งานศิลปกรรม จิตรกรรม ภาพถ่าย บทเพลงพระราชนิพนธ์ และวรรณกรรมอีกมากมายที่เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ

การได้รับเหรียญรางวัลจากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงถึงการเชิดชูพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นองค์ต้นแบบ และจุดประกายให้ประชาชนได้เจริญรอยตามในการส่งเสริมและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะเป็นการประกาศพระเกียรติคุณของพระองค์ท่านให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาคมโลกอีกครั้ง

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงงานและคิดค้นอย่างต่อเนื่องในการที่จะทำให้ประชาชนทั้งประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นผู้นำที่สามารถพัฒนากลไกลต่างๆ ของประเทศให้ไปพร้อมๆ กัน โดยนำหลักของภูมิศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสภาพของภูมิประเทศมาพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับความเจริญเติบโตของประเทศ (ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์)

เป็นอย่างไรบ้างค่ะ กับข่าวสารที่ผู้เขียนได้นำมาฝากกันนอกจากจะทำให้ประชาชนชาวไทยทุกคนปลื้มปิติแล้ว ยังสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการใช้ชีวิตของเราได้อีกด้วย อย่างน้อยด้านการเป็นผู้ขยันหมั่นเพียร ศึกษาหาความรู้และทดลองปฏิบัติอย่างไม่หยุดนิ่ง ไม่ว่าจะไปที่แห่งหนใดก็นำแต่ความเจริญรุ่งเรืองไปสู่ที่แห่งนั้นเสมอ สุดท้ายผู้เขียนขอฝากท่านผู้อ่านที่ได้อิ่มหนำสำราญกับการบริโภคข่าวสารในคอลัมน์นี้แล้วก็อย่าลืมแวะเวียนเยี่ยมชมในคอลัมน์อื่นๆ ของเราบ้างนะค่ะ เพราะตอนนี้มีการอัพเดรทข้อมูลใหม่ๆ ในคอลัมน์ “สนทนาประสาวิชาการ กับบทสัมภาษณ์”, “การแกะรอยสึนามิไปกับแนวคิดผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มนตรี ชูวงษ์” ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้ผ่านคอลัมน์อย่างน่าสนใจทีเดียว นอกจากนี้คอลัมน์อื่นๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เช่น คอลัมน์ชวนคิดชวนอ่าน ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่เปิดโอกาสให้นักเขียนรุ่นใหม่ที่มีไฟ และใฝ่ฝันให้ผลงานของตนเองได้เผยแพร่ออกสู่สายตาประชาชน เรายินดีจะสานฝันของท่านให้เป็นจริง เพียงผู้ที่สนใจสามารถส่งบทความของท่านมาได้ที่ editor@topscholar.org นะค่ะ สำหรับวันนี้…ลาก่อนค่ะ

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

5 มาตรการ… ฟื้นชีพส่งออกไทย

มกราคม 9, 2009

“เวลา คำพูด และโอกาส สามสิ่งที่ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้” ท่านผู้อ่านคงแปลกใจว่าทำไมสัปดาห์นี้ ผู้เขียนมาแนวใหม่หรืออย่างไร? ความจริงไม่มีอะไรมากเพียงแต่อยากจะลองเปลี่ยนบรรยากาศการทักทายท่านผู้อ่านด้วยข้อคิดดีๆ ก่อนที่จะลงถึงรายละเอียดของสาระที่จะนำมาฝากกันบ้าง เพื่อว่าจะทำให้ท่านผู้อ่านไม่เบื่อหน้ากันไปเสียก่อนค่ะ สามสิ่งที่ว่า

เวลา คือ เครื่องมือที่จะช่วยทำให้ใครหลายๆ คนได้มีบทสรุปของชีวิต
คำพูด คือ สิ่งที่สามารถพลิกบทบาทของคนหลายคน ให้เป็นนาย หรือเป็นบ่าวได้เพียงแค่ปลายลิ้น
โอกาส คือ จังหวะของชีวิตที่บางครั้งก็มิได้เกิดขึ้นกับใครทุกคน

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ทั้งสามสิ่งเปรียบเหมือนเครื่องมือสู่ความล้มเหลว หรือสำเร็จของมนุษย์ก็ได้ เพียงแค่ว่าเราจะมีสติที่จะใช้สิ่งเหล่านั้นสร้างหรือทำลายตัวเองก็เท่านั้น บางคนเลือกที่จะทำทุกวินาทีให้มีคุณค่า แต่กับบางคนเลือกที่จะหายใจทิ้งไปวันๆ บางคนเลือกที่จะวิ่งไปหาโอกาส แต่บางคนเลือกที่จะรอคอย หรือจ้องมองให้โอกาสเดินผ่านชีวิตเราไป และสุดท้ายกับบางคนเลือกที่ใช้คำพูดเพื่อสร้างมิตรภาพอันเป็นที่รักของทุกคน ซึ่งไม่ใช่กับใครบางคนที่เลือกจะใช้คำพูดเพื่อฆ่าความศรัทธาและความรักออกจากคนรอบข้าง และคงไม่แปลกหรอกค่ะที่คนแต่ละคนจะประสบความสำเร็จไม่เท่ากัน ก็เพราะคาบเกี่ยวกันที่เส้นขอบของความคิดนั่นเอง …จริงไหมค่ะ?

สำหรับสาระที่จะนำมาฝากกันในวันนี้ คงเป็นเหตุการณ์ที่ต้องเกาะติดสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้กัน ซึ่งหนีไม่พ้นเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และในสัปดาห์นี้ผู้เขียนขอถ่ายทอดเรื่องราวเศรษฐกิจด้านการส่งออกไทยว่า ณ ตอนนี้ได้มีการหาแนวทางแก้ไขกันอย่างจริงจังแล้ว ซึ่งล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ได้มีมาตรการเร่งด่วน 5 มาตรการในการกระตุ้นให้เศรษฐกิจส่งออกไทยดีขึ้น โดยที่ผ่านมา หลายๆ สำนักประเมินกันว่าการส่งออกในปีนี้จะขยายตัวติดลบ และบ้างก็ว่าจะติดลบสูงเป็นตัวเลขสองหลัก ขณะที่ทางกระทรวงพาณิชย์คาดว่าจะติดลบ 3% การใส่มาตรการเพิ่มแรงกระตุ้นลงไปก็จะทำให้การส่งออกปีนี้ขยายตัวได้ 3-5% อย่างแน่นอน ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะต้องทำให้สำเร็จภายใน 3 เดือน

สำหรับ 5 มาตรการดังกล่าว ได้แก่

1. มาตรการด้านตัวสินค้าจะช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการพัฒนาตัวสินค้า ช่วยพัฒนาการสร้างแบรนด์สินค้า จัดตั้งสถาบันเฉพาะของธุรกิจบริการเพื่อพัฒนาศักยภาพให้มากขึ้น นำร่องที่ 3 สาขา ได้แก่ บันเทิง สุขภาพ และออกแบบก่อสร้าง รวมไปถึงการผลักดันโครงการครัวไทยสู่ครัวโลกฉบับสมบูรณ์ โดยมีเป้าหมายให้ทุกบ้านของทุกประเทศมีอาหารไทยและวัตถุดิบอาหารไทย

2. มาตรการด้านราคาต้นทุนสินค้า และสภาพคล่อง โดยจะช่วยดูแลภาษีวัตถุดิบของธุรกิจนำเข้า เพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับผู้ส่งออกโดยเพิ่มการให้สินเชื่อเพื่อการส่งออกผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย วงเงิน 10,000 ล้านบาท จัดตั้งกองทุนประกันการส่งออกวงเงิน 5,000 ล้านบาท

3. มาตรการด้านการตลาดจะสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายภายใต้โครงการไทยแลนด์ เบสท์ เฟรนด์ โดยจะเชิญกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ทุกกลุ่มธุรกิจมาเป็นแขกพิเศษของรัฐบาลไทย และมอบเกียรติบัตรเป็นไทยแลนด์ เบสท์ เฟรนด์ นอกจากนี้จะร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จัดทีมเศรษฐกิจไทยออกโรดโชว์ไปประเทศจีน ญี่ปุ่น อาเซียน และตะวันออกกลาง ช่วงเดือน ก.พ. - เม.ย. นี้

4. มาตรการด้านการสื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้าไทย จะเร่งประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์สินค้าไทยภายใต้โครงการไทยแลนด์ แบรนด์

5. มาตรการเสริมตามข้อเสนอของผู้ส่งออกที่มีปัญหาเรื่องขาดคำสั่งซื้อชั่วคราว โดยจะนำสินค้ามาจัดจำหน่ายในงานเมด อิน ไทยแลนด์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้คนไทยลดการนำเข้า

สิ่งที่สำคัญอีกประการ นั่นคือ รัฐต้องแก้ปัญหาในเรื่องอุปสรรค และการขาดสภาพคล่องทางธุรกิจและผลักดันการเพิ่มมูลค่ารายได้จากธุรกิจและบริการที่มีโอกาสด้วย จะเห็นได้ว่าภาวะเศรษฐกิจเป็นเรื่องแรกที่ทุกฝ่ายทุกหน่วยงานต้องรีบเร่งหาทางออกให้เร็วที่สุด เพราะสิ่งนั้นหมายถึงการที่จะนำพาประเทศให้พ้นจากวิกฤติที่ย่ำแย่ได้

สาระดีๆ ไม่ได้จบที่ Editor Talk นะค่ะ เพราะเว็บไซท์ TopScholar.org ของเรานั้นได้ขนสาระความรู้มาจ่อคิวนำเสนอท่านผู้อ่านอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ “เสวนาภาษาวิชาการ” ที่ท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็น หรือตั้งเป็นกระทู้ถามประเด็นทางวิชาการที่กำลังอยู่ในความสนใจของท่าน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างท่านผู้อ่านด้วยกัน หรือ TopScholar Poll โพลที่ใครๆ ก็สามารถร่วมโหวตความคิดเห็นของท่านได้ไม่จำกัด เพราะ 1 เสียงโหวตของท่านเป็นประโยชน์ต่อข้อเท็จจริงที่กำลังเป็นที่น่าจับตาในสังคม ถ้าไม่จุใจทางเว็บไซท์ของเราก็ได้นำเสนอผลงานทางวิชาการซึ่งจะมีตัวอย่างภาพปกของหนังสือที่ผ่านการดีไซน์จากโรงพิมพ์ชั้นนำ อย่าง บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือแม้แต่คอลัมน์อื่นๆ ล้วนแล้วแต่น่าสนใจทั้งสิ้น หากท่านผู้อ่านมีข้อติชม หรือต้องการแนะนำเว็บไซท์ของเราก็สามารถส่งข้อมูลดีๆ เหล่านั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org บก.ยินดีรับใช้ทุกท่านค่ะ…

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

พรปีใหม่ ในหลวง พุทธศักราช 2552

มกราคม 5, 2009

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน Editor Talk ทุกท่าน เปิดรับปีฉลูด้วยความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า เนื่องจากในเทศกาลปีใหม่เราทุกคนได้หยุดติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน ซึ่งใครหลายๆ คนก็ใช้โอกาสนี้ได้ทำในสิ่งที่ต้องการจะทำมานานแต่ไม่ได้โอกาสกันซะที คราวนี้คงสมใจกันนะค่ะ ผู้เขียนก็เช่นกันค่ะได้หยุดหลายวัน แต่ก็ไม่ได้หายไปไหนนะค่ะ เพราะระหว่างหยุดผู้เขียนก็มองหาข่าวสารดีๆ ที่มีประโยชน์เพื่อที่จะนำมาฝากท่านผู้อ่านในช่วงเปิดงานกันนี่ล่ะค่ะ แต่มองไปมองมาก็มีข่าวนี้ล่ะค่ะ ที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นพรมงคลแก่เราชาวไทยทุกคน

ก็เพราะข่าวที่ว่านั้น คือ พรอันประเสริฐที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราได้ทรงพระราชทานให้พสกนิกรชาวไทยเนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2552 ซึ่งทรงพระราชทาน ส.ค.ส. และพระราชทานพรปีใหม่แก่ประชาชนชาวไทย ทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เมื่อค่ำวันที่ 31 ธันวาคม 2551 ใจความว่า

ประชาชนทั้งหลาย บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ เป็นเวลาที่เราควรระลึกถึงกันและอวยพรแก่กันด้วยความปรารถนาดี ก่อนอื่นข้าพเจ้าต้องขอขอบใจทุกท่านเป็นอย่างมากที่ร่วมกันจัดงานพระศพพี่สาวข้าพเจ้าอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ ทั้งอุตสาหะมาร่วมในงานเมื่อเดือนพฤศจิกายนด้วยใจภักดีและระลึกถึง กับขอส่งความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ท่านทุกๆ คนให้มีความสุขความเจริญ

ความสุขความเจริญนี้เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาอย่างยิ่งของคนเรา แต่ความสุขความเจริญนั้น จะสำเร็จผลเป็นจริงได้ ก็ด้วยการที่ทุกคนตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท มีสติรู้ตัวและปัญญารู้คิดกำกับอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือ ไม่ว่าจะประพฤติปฏิบัติการใด ก็ใช้สติปัญญาพิจารณาไตร่ตรองจนถ้วนถี่ ให้เห็นกระจ่างถึงผลดี ผลเสีย ทั้งใกล้ไกล ทุกแง่ทุกมุม ความรู้ความเข้าใจชัดถึงผลดีผลเสีย ย่อมจะทำให้แต่ละคนเล็งเห็นแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ว่าสิ่งใดควรละเว้นและสิ่งใดควรปฏิบัติ เพื่อให้บังเกิดผลเป็นประโยชน์ที่แท้จริงและยั่งยืน ทั้งแก่ส่วนตัวและส่วนรวมฃ

ในปีใหม่นี้ จึงขอให้ประชาชนชาวไทยได้ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท จะคิดจะทำสิ่งใด ให้คิดหน้าคิดหลังให้ดี ให้รอบคอบ ทำให้ดี ผลของการคิดดี ทำดีนั้นจะได้ส่งเสริมให้แต่ละคนประสบแต่ความสุขความเจริญ และทำให้ชาติบ้านเมืองมีความเรียบร้อยและอยู่เย็นเป็นสุข ดังที่ทุกคนทุกฝ่ายตั้งใจปรารถนา

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวไทยเราเคารพบูชา จงอภิบาลรักษาท่านทุกคน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากโรค ปราศจากภัย ให้มีความสุขกาย สุขใจและความสำเร็จสมหวัง ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน

ส่วน ส.ค.ส.พระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปี 2552 นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์สากลสีน้ำตาลอ่อน ผ้าปักพระกระเป๋าสีฟ้าสดใส ฉลองพระองค์ชั้นในเป็นเชิ้ตขาว ทรงผูกเนกไทสีฟ้าอ่อนประทับบนพระเก้าอี้ ทรงฉายกับคุณทองแดง สุวรรณชาด ที่นั่งอยู่ข้างพระเก้าอี้ และคุณนายแดง แม่ของคุณทองแดงที่หมอบเฝ้าอยู่อีกข้างหนึ่ง ฉากหลังของ ส.ค.ส. เป็นสนามหญ้าในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน มีต้นไม้ใหญ่และต้นชวนชมดอกสีชมพู มุมบนด้านซ้ายมีตราสัญลักษณ์ 2 ตราคือ ตราพระมหาพิชัยมงกุฎและผอบทอง ระหว่างตราสัญลักษณ์ทั้งสอง มีตัวหนังสือพิมพ์ด้วยสีเหลืองว่า ส.ค.ส. 2552 ใต้ลงมามีข้อความภาษาอังกฤษ Happy New Year 2009 มุมบนด้านขวา มีข้อความเป็นตัวหนังสือสีเหลืองว่า “สวัสดี ปีใหม่ ขอจงมี…ความสุข….ความเจริญ” ด้านล่างขวา มีตัวเลขสีแดง ระบุวันเดือนปีที่ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ว่า 2008 12 17 / 17:11 กรอบของ ส.ค.ส.พระราชทานฉบับนี้ เป็นภาพหน้าคนเล็กๆ เรียงกันด้านละ 3 แถว ทุกหน้ามีแต่รอยยิ้ม ในกรอบด้านล่าง มีข้อความ ก.ส.ปรุง 192231 ธ.ค. 51 พิมพ์ที่โรงพิมพ์สุวรรณชาด ท.พรหมบุตร ผู้พิมพ์ โฆษณา Printed at the Suvarnnachad publishing, D Bramaputra, Publisher

ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพรปีใหม่ และ ส.ค.ส.พระราชทานปี 2552 แก่ปวงชนชาวไทยนั้น คุณทองแดง สุวรรณชาด ได้หมอบเฝ้าอยู่แทบพระบาทหลังพระเก้าอี้ตลอดเวลา (ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจากไทยรัฐ)

ผู้เขียนได้อ่านสาระสำคัญข้างต้นแล้วรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงห่วงใยชาวไทยมิเคยเปลี่ยนแปลงเลย และจะขอน้อมเกล้าใส่เศียร เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตตลอดไปค่ะ ถ้าพูดถึงการใช้สติ ผู้เขียนเห็นด้วยค่ะ หากชีวิตคนเรามีสติรู้ตัวเองตลอดเวลาว่าเราเป็นใคร ทำอะไร อย่างไร และมีปัญญาใช้ในการไตร่ตรองเหตุ และผลของสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเรา รับรองได้ว่า เราจะสามารถฟันฝ่าปัญหาต่างๆ ได้อย่างดีทีเดียว

สุดท้าย จบจากสาระน่ารู้ที่นำมาฝากกันแล้ว ท่านผู้อ่านก็อย่าลืมไปเยี่ยมชมคอลัมน์อื่นในเว็บไซท์ TopScholar.org ของเรากันบ้างนะค่ะ ผู้เขียนการันตีถึงคุณภาพเลยว่าให้ประโยชน์ไม่แพ้กัน เช่น คอลัมน์ “ชวนคิด ชวนอ่าน” เป็นเวทีเปิดโอกาสให้นักเขียนรุ่นใหม่ที่ต้องการทดสอบความสามารถของตนเอง ได้ส่งบทความมาที่ editor@topscholar.org หากผลงานของท่านใดเข้าตากรรมการจะได้รับการเผยแพร่ในเว็บไซท์ของเราค่ะ

นอกจากนี้ เว็บไซท์ของเรายังนำเสนอคอลัมน์ Academic Interview ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่นำบทสัมภาษณ์นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แขนงต่างๆ มาเผยแพร่ความรู้กัน อีกทั้งท่านผู้อ่านท่านใดสนใจในงานวิชาการทางเว็บไซท์ของเราได้มีการรวบรวมผลงานทางวิชาการที่ตีพิมพ์กับทาง บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นโรงพิมพ์ที่มีคุณภาพผลิตงานระดับชั้นนำที่ลูกค้าส่วนใหญ่ให้ความไว้วางใจมาอัพเดทบนหน้าเว็บไซท์ของเราอย่างต่อเนื่อง ถ้าจะให้นำเสนอสาระในเว็บไซท์ของเราคงไม่หมดแน่ อยากทราบว่าใครเป็นใคร คุณภาพแค่ไหน ติดตามชมได้ที่เว็บไซท์ TopScholar.org ของเรานะค่ะ สำหรับวันนี้ ผู้เขียนคงต้องลาเพื่อไปทำหน้าที่ตะเวนหาข่าวเพื่อมาฝากกันต่อไปนะค่ะ สวัสดีค่ะ

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

ไม้ตาย… เฟด… ปรับลดดอกเบี้ยเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ

ธันวาคม 23, 2008

เปิดรับสัปดาห์ใหม่ๆ กับข่าวสารความรู้ที่ Editor Talk นำมาฝากกันอีกครั้งนะค่ะ และสำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา คนไทยก็ได้ นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ไปเรียบร้อยแล้วคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งผลต่อจากนี้ก็คือ หน้าที่ที่คณะรัฐบาลชุดใหม่จะต้องร่วมกันทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่เกิดขึ้นให้ผ่านไปได้เร็วที่สุด เพราะดูท่าแล้ว ปัญหาแต่ละด้านล้วนแล้วแต่เป็นศึกหนักของเราทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการว่างงาน การท่องเที่ยว ธุรกิจส่งออก ซึ่งเป็นเรื่องปากท้องความเป็นอยู่ทุกประการ

อย่างไรก็ตามไม่ว่านายกฯ จะเป็นใครแต่สิ่งสำคัญที่คนไทยทุกคนต้องการและรอคอยก็คือ การที่จะเห็นประเทศไทยฝ่าวิกฤตปัญหาต่างๆ ไปได้อย่างดีที่สุด…. เห็นด้วยกับผู้เขียนหรือไม่ค่ะ?

มาว่ากันเรื่องของข่าวสารในสัปดาห์นี้กันดีกว่าค่ะ เพราะสัปดาห์นี้มีเรื่องที่น่ายินดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกมาฝากกัน ซึ่งเป็นเรื่องของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ได้ลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ถึง 0-0.25% และดอกเบี้ยมาตรฐานเหลือเพียง 0.50% ซึ่งถือว่าเป็นการสิ้นสุดการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ย เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจที่ถดถอยของสหรัฐฯ เนื่องจากเฟดได้ทยอยปรับดอกเบี้ยลงจนสุดทางแล้ว

เนื่องจากในการประชุมเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ที่ผ่านมา เฟดลดดอกเบี้ยระยะสั้น (fed funds rate) ลงสู่ระดับต่ำสุด ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2497 หรือในรอบ 50 ปี และยังเป็นการปรับลดดอกเบี้ยลงในครั้งเดียวถึง 0.75-1% จากเดิมที่อยู่ระดับ 1% และลดดอกเบี้ยมาตรฐาน (discount rate) ลง 0.75% เหลือ 0.5% จากเดิมอยู่ที่ 1.25%

การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ 10 ในวัฏจักรขาลงของอัตราดอกเบี้ยที่เฟดดำเนินต่อเนื่องมาตลอด 15 เดือน โดยเฟดระบุว่าจะใช้เครื่องมือทั้งหมดที่มีในการสนับสนุนให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับมาเติบโตอย่างยั่งยืนอีกครั้ง รวมทั้งจะพยุงเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะถดถอยที่ดำเนินมานานนับปี โดยจุดสนใจของคณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟดในอนาคต จะมุ่งไปที่การสนับสนุนการทำงานของตลาดการเงินและการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการซื้อขายหลักทรัพย์ของรัฐบาล

นอกจากการลดดอกเบี้ย เฟดยังอัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าสู่ตลาดสินเชื่อ ซึ่งส่งผลให้งบดุลของเฟดขยายขนาดขึ้นสู่ 2.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จาก 887,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วง 3 เดือนก่อน ทั้งนี้การลดดอกเบี้ยของเฟดช่วยหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ทะยานขึ้นครั้งใหญ่ โดยดัชนีหุ้นดาวโจนส์ ปิดตลาดพุ่งขึ้น 359 จุด หรือ 4.2% และยังช่วยปลุกตลาดหุ้นในเอเชียให้ปรับตัวขึ้นตามไปด้วย

เฟดดำเนินขั้นตอนที่สร้างสรรค์และไม่ธรรมดาอย่างมาก ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ดีที่สุดเท่าที่เฟดจะทำได้ สำหรับผู้บริโภคสหรัฐฯ และสำหรับตลาดเงิน เพราะที่ผ่านมา ทางการสหรัฐฯ ไม่สามารถสกัดกั้นไม่ให้เศรษฐกิจถดถอยลงได้ แม้จะพยายามประกาศใช้แผนริเริ่มใหม่ๆ หลายครั้ง เพื่อกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ โดยรัฐบาลสหรัฐฯ เร่งเข็นมาตรการกู้วิกฤติออกมาอย่างหนัก หลังจากเลห์แมน บราเธอร์ล้มละลายในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้วิกฤตการเงินทวีความรุนแรงมากขึ้น

การปรับลดดอกเบี้ยของเฟดยังคงทำให้ธนาคารกลางในประเทศเอเชียแห่ปรับลดดอกเบี้ยลงตาม

เริ่มจากธนาคารกลางฮ่องกง หรือ HKMA ก็ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานลง 1% เหลือ 0.50% เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงผูกติดกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือบีโอเจจะมีการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในช่วงระหว่างวันที่ 18-19 ธันวาคมนี้ โดยคาดว่าบีโอเจจะประกาศลดดอกเบี้ยในที่สุด เช่นเดียวกับธนาคารกลางอื่นๆ ในเอเชีย

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเฟดจะดำเนินนโยบายที่กล้าหาญเพียงใด ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ก็มีแนวโน้มว่าทางการจำเป็นจะต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินอีกกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จึงสามารถยับยั้งเศรษฐกิจไม่ให้ดิ่งลงอย่างรวดเร็วจนเกิดภาวะเงินฝืด

ในส่วนของประเทศไทย จากการที่เฟดดำเนินการปรับลดดอกเบี้ยลงนั้น ก็ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยด้วยเช่นกัน คือทำให้มีอัตราดอกเบี้ยห่างจากประเทศไทยมาก โดยปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 2.75% ดังนั้นเชื่อว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 14 ม.ค.นี้ น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอีก 0.25-0.50% เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยของประเทศอื่นๆ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ โดยหาก กนง. ลดดอกเบี้ย ธนาคารพาณิชย์ก็จะทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตามไปด้วย

มาดูในด้านของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และแบงก์ชาติของไทย เมื่อเฟดดำเนินการปรับลดดอกเบี้ยลง ภาคเอกชนจำนวนมากได้หันมาร้องขอให้แบงก์ชาติพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1% จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 2.75% เหลือ 1.75% สำหรับในการประชุมครั้งหน้า (14 มกราคม 2552) ที่จะถึงนี้

การร้องขอจากภาคเอกชนข้างต้น เป็นส่วนที่แบงก์ชาติจะทำตามหรือไม่นั้น เป็นการตัดสินใจที่ยากมากอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีเหตุผล 2 ประการที่น่าจะนำมาเป็นส่วนประกอบในการพิจารณาคือ

ส่วนที่ 1 ในขณะที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายของรัฐบาล การฟื้นฟูการท่องเที่ยว และการส่งเสริมการส่งออกยังทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากประเทศเรายังไม่มีรัฐบาลที่ทำงานได้จริงอย่างเป็นทางการ การใช้นโยบายการเงินเพิ่มขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจไม่ให้ไหลลงลึกก็มีเหตุผล แต่การจะลดซ้ำอีก 1% ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 2 อาจจะมากเกินไปจนทำให้ตลาดตื่นตระหนก

ส่วนที่ 2 เรื่องมาตรการทวงหนี้ของสถาบันการเงินที่ฝ่ายเสถียรภาพสถาบันการเงินของแบงก์ชาตินำออกมาใช้เมื่อประมาณต้นปี 2551 ที่ผ่านมา เพื่อป้องกันการทวงหนี้โหด แต่จากการเก็บข้อมูลผู้บริโภคตั้งแต่ ธันวาคม 2550 –พฤศจิกายน 2551 ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคพบว่าผู้บริโภคที่ร้องเรียนเข้ามาทั้งสิ้น 3,435 ราย หมวดหนี้สินมีผู้ร้องเรียนมากที่สุดถึง 2,300 ราย หรือ 56.95% จากการติดตามทวงถามหนี้อย่างไม่เป็นธรรมดาจากสถาบันทางการเงินและไม่ใช่สถาบันทางการเงินทั้งหนี้บัตรเครดิตสินเชื่อส่วนบุคคลและหนี้นอกระบบ โดยระบุด้วยว่าเป็นเพราะไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูอย่างเข้มงวด เรื่องนี้จึงเป็นอีกเรื่องที่แบงก์ชาติต้องตัดสินใจให้เร็วว่าจะทำอย่างไร เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวอย่างแรงขยายตัวเข้าใกล้ 0% อย่างปีหน้าหน้าอัตราการผิดนัดชำระหนี้และหนี้เสียจะต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน หากไม่ดูแลให้ดีคนบาดเจ็บล้มตายเพราะถูกทวงหนี้คงมีมากขึ้น

สุดท้ายผู้เขียนคิดว่า ข้อสรุปของปัญหาจะออกมาอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยนั่นคือ ทางออกของปัญหาควรจะเป็นส่วนที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับและอยู่รอดได้ต่อไป คงไม่ดีแน่หากจะตัดช่องน้อยแต่พอตัวเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวจนลืมภาพของส่วนรวมไป ถ้าเป็นเช่นนั้น เศรษฐกิจไทยก็ไปไม่รอดเช่นกัน ถ้าจะก้าวก็ควรก้าวไปพร้อมๆ กัน จริงหรือไม่ค่ะ?

…ค่ะ และเรื่องราวดีๆ ไม่ได้จบอยู่ที่ editor talk เพียงอย่างเดียว แต่เว็บไซท์ของเราได้นำความรู้ทางวิชาการมาฝากกันอย่างเต็มพิกัดกันทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิกับคอลัมน์ Academic Interview หรือร่วมสนุกกับผลโหวตใน TopScholar Poll หรือแม้แต่ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ ซึ่งจะแนะนำผลงานทางวิชาการของอาจารย์ท่านต่างๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด หากท่านผู้อ่านสนใจก็สามารถเข้าไปเปิดดูได้ และหากท่านมีข้อเสนอแนะดีๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับทางเว็บไซท์ของเราก็ยินดีส่งข้อมูลเหล่านั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org ได้เลยนะค่ะ สำหรับวันนี้ ผู้เขียนต้องลาท่านผู้อ่านไปทำหน้าที่หาข่าวเด็ดมาฝากท่านผู้อ่านกันในรอบหน้าก่อน สำหรับวันนี้…สวัสดีค่ะ

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

หลากมุมมอง… กับ… เศรษฐกิจไทยในปี 2552

ธันวาคม 18, 2008

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน ผู้เขียนนั่งนับวันนับคืนที่จะได้มาพบกับท่านผู้อ่านอีกครั้ง และในช่วงเดือนธันวาคมนี้ ผู้เขียนมีความรู้สึกว่าเป็นช่วงเดือนแห่งความสุขอีกเดือนหนึ่ง ถึงแม้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองหลายๆ เรื่อง อาจจะไม่น่าชวนให้มีความสุขก็ตาม แต่ถ้าเรายิ่งทำตัวให้ทุกข์ไปกับปัญหานั้นๆ แล้วชีวิตเราจะมีพื้นที่แห่งความสุขได้อย่างไร?

ลองตัดทุกข์เพื่อเพิ่มสุขก็คงไม่ใช่เรื่องผิดหรอกนะค่ะ ที่ผู้เขียนกล่าวว่าเดือนนี้เป็นช่วงเดือนแห่งความสุขก็เพราะว่า นอกจากจะเป็นเดือนสุดท้ายของปีแล้ว ยังคงเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่ใครหลายๆ คน จะได้มีโอกาสตระเตรียมของขวัญ ส.ค.ส. สำหรับอวยพรในช่วงปีใหม่นี้ หรือแม้กระทั่งการวางแผนเดินทางท่องเที่ยวสำหรับวันหยุดยาวในช่วงปีใหม่ แต่ไม่ว่าจะทำอะไร แบบไหน ก็ควรให้อยู่ในความพอดี และพอเพียง อย่าลืมกันนะว่าเวลานี้เศรษฐกิจทั้งภายนอกและภายในประเทศไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เพราะล่าสุด ผู้เขียนได้รับข้อมูลมาเกี่ยวกับเศรษฐกิจในปี 2552 ซึ่งดูแล้ว รัฐบาลชุดใหม่ทำงานหนักแน่ๆ

ส่วนเรื่องรายละเอียดกับประเด็นเศรษฐกิจในปี 2552 มีหลายสำนักเศรษฐกิจทีเดียว ที่วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยไว้อย่างหลากหลายประเด็น ตัวอย่างเช่น

1. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ได้ปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2551 จากที่คาดไว้ 5.2-5.7% ลงมาที่ 4.5% เงินเฟ้อ 5.6% และดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเล็กน้อย 0.4% ของจีดีพี ขณะที่ในปี 2552 เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มชะลอลง คาดว่าจะขยายตัว 3-4% ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 4.4% และมีมูลค่าการส่งออกสินค้า 192,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 7% นับเป็นการส่งออกที่ชะลอลงเร็ว และภาคบริการจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกซบเซา ขณะที่ปริมาณการนำเข้าสินค้าและบริการขยายตัว 5.2% จึงคาดว่าดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุล 6,500 และ 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ โดยการขาดดุลเดินสะพัด คิดเป็น 1.2% ของจีดีพี ส่วนอัตราว่างงานมีแนวโน้มอยู่ที่ 1.5-2.5% หรือไม่เกิน 900,000 คน

ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่สรุปก่อนการปิดสนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 25 พ.ย. 2551 เพียงวันเดียว ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้ความเสียหายของจีดีพีมากถึง 0.5-0.7% และมีผลต่อการปรับเปลี่ยนตัวเลขทั้งหมด โดยทางสำนักงานฯ จะนำเสนอตัวเลขครั้งใหม่ในเดือนมกราคม 2552 นี้

2. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ล่าสุดได้ปรับลดประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจในปี 2551 จากเดิมคาดว่าขยายตัว 4.3-5% เหลือ 4.3-4.5% ในขณะที่ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปี 2552 จากเดิมขยายตัว 3.8-5% ลง 1% เหลือ 2.8-4% หลังจากที่ ธปท. ประเมินผลกระทบจากความรุนแรงจากเหตุการณ์การเมือง และการปิดสนามบินทั้งสองแห่ง ทำให้มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย โดยคาดว่าในปี 2552 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหายไปสูงถึง 3.5 ล้านคน และส่งผลให้เม็ดเงินสูญหายไปกว่า 140,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 ของปี 2551

โดยในเดือน มกราคม 2552 ธปท. จะปรับประมาณการเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ทั้งนี้ ในการประมาณการเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมา ธปท. ประมาณการบริโภคภาคเอกชน ปี 2552 ที่ 3.5-4.5% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 5-6% การส่งออกจะขยายตัวเพียง 7-10% การนำเข้าขยายตัว 8-11% ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุล 1,000-4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัว 7-8% การลงทุนภาครัฐ 4.5-5.5% และยอมรับว่าการใช้จ่ายภาครัฐมีโอกาสลดลงจากสถานการณ์ทางการเมือง

3. สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2551 จะขยายตัวขึ้นกว่าปีก่อนที่ขยายตัว 4.8% มาอยู่ที่ 5.1% แต่ลดลงจากการประมาณการครั้งก่อนในเดือน มิ.ย. 2551 ที่ 5.6% ต่อปี ส่วนในปี 2552 คาดว่าจะขยายตัวที่ 4-5% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการใช้จ่ายในประเทศที่น่าจะปรับตัวดีขึ้นจากปีนี้ แต่การส่งออกในปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวลดลงตามการชะลอตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก คาดว่าจะขยายตัวเพียง 6.5-7.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะลดลงอยู่ที่ 3-4% ตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง

ด้านการบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวที่ 3-4% และการลงทุนภาคเอกชนดีขึ้นมาอยู่ที่ 7-8% เนื่องจากการลงทุนที่ขยายตัวต่ำมากเป็นเวลาหลายปี นอกจากนี้ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล ภายใต้กรอบนโยบายการคลังที่ขาดดุลเพิ่มขึ้นที่ 2.5% ของจีดีพี ทั้งนี้ไม่ได้นับรวมการขาดดุลเพิ่มเติมอีก 100,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2552 จะช่วยสนับสนุนให้อุปสงค์ภายในประเทศฟื้นตัวขึ้นโดยคาดว่าการบริโภคภาครัฐขยายตัว 7-8% และการลงทุนภาครัฐจะขยายตัว 8-9%

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจน่าจะอยู่ในเกณฑ์ดี โดยดุลบัญชีเดินสะพัดจะยังคงเกินดุล 1-2% ของจีดีพี แต่อย่างไรก็ตาม สศค. เตรียมทบทวนเพื่อปรับลดประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 2551 และ 2552 เนื่องจากขณะนี้มีทั้งปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงกรณีการปิดสนามบินที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับธุรกิจท่องเที่ยว

4. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2551 ที่ 4.5% และประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2552 ไว้ที่ 1.9% (ไม่รวมผลกระทบจากการปิดสนามบิน) ด้านการส่งออกปี 2552 ขยายตัวติดลบสูงถึง 12.1% จากที่คาดว่าจะขยายตัว 5.2% ในปีนี้ และการนำเข้าสินค้าและบริการติดลบ 8% จากการขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.3% ในปีนี้ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัว 5.3% เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของปีนี้ 2.6% ด้านการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 5% จาก 4.9% ในปีนี้

และในปี 2552 เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอย หรือการขยายตัวติดลบ แต่ถ้ารัฐบาลชุดใหม่สามารถเร่งรัดการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลัง ทำให้ประมาณการใช้จ่ายของภาครัฐในปี 2552 ที่ 20.2% และการลงทุนภาครัฐ 30.5% ทำให้ทีดีอาร์ไอ ประเมินว่าเศรษฐกิจในปีหน้าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เศรษฐกิจไทยมีโอกาสสูงที่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เพราะจากการประมาณการอัตราเงินเฟ้อในปีหน้า พบว่าติดลบ 0.6% ทั้งนี้ถ้ารวมผลกระทบจากการปิดสนามบิน เศรษฐกิจปี 2552 อาจจะขยายตัว 0.9%

5. มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่าผลกระทบจากการปิดสนามบิน ทำให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว คิดเป็นมูลค่า 150,000 ล้านบาท ขณะที่ผลกระทบต่อการส่งออก คิดเป็นมูลค่าประมาณ 40,000-70,000 ล้านบาท การบริโภคชะลอตัวลดลงเป็นมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท รวมถึงการลงทุน เสียหายเป็นมูลค่าประมาณ 25,000 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าผลกระทบโดยรวมต่อเศรษฐกิจถึงประมาณ 250,000 ล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2551 จะขยายตัวเพียง 1-1.5% และเศรษฐกิจทั้งปีจะขยายตัวแค่ 4% และสำหรับปี 2552 ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบทั้งจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และผลกระทบจากวิกฤตทางการเมือง ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ไม่เกิน 1% และจะมีคนตกงาน 900,000 – 1,000,000 คน

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า โดยภาพรวมนั้นเศรษฐกิจไทยในปี 2552 มีแนวโน้มของการขยายตัวลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ไม่ว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะเป็นอย่างไร เราก็ควรที่จะเตรียมรับสถานการณ์ไว้ให้พร้อมเสมอ ไม่ควรประมาทกับการใช้ชีวิต ควรรู้จักกินรู้จักใช้ จ่ายเท่าที่จำเป็น มีการวางแผนก่อนเสมอ เพื่อการสูญเสียให้น้อยที่สุด เช่น การเดินทาง…ก่อนเดินทางก็ควรวางแผนเส้นทางเพื่อประหยัดน้ำมัน หรือแม้แต่การไปจ่ายตลาดก็ควรวางแผนว่าจะต้องซื้ออะไรบ้าง เพื่อไม่ให้ใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น เป็นการควบคุมการใช้เงินได้ดีอีกวิธีหนึ่งค่ะ

สุดท้ายนี้ Editor Talk ก็ขอฝากเรื่องราวดีๆ แบบนี้ไปถ่ายทอดให้แก่ผู้ที่ท่านรักและห่วงใยด้วยนะค่ะ เพราะหนึ่งคนก็เท่ากับหนึ่งกำลังช่วยประเทศ แต่ถ้าเราขยายออกไปเป็นคนที่สอง คนที่สาม รับรองค่ะว่าประเทศเราต้องฟื้นตัวได้เร็วขึ้นแน่นอน

ไหนๆ ผู้เขียนก็นำสาระความรู้มาฝากกันแล้ว ก็ขอเพิ่มเติมอะไรดีๆ ที่ยังคงมีอยู่ในเว็บไซท์ TopScholar.org ของเราบ้างนะค่ะ เพราะตอนนี้ทางทีมงานได้ update ผลงานทางวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่มานำเสนอให้แก่หนอนหนังสือได้ดูเป็นตัวอย่างกัน เช่น เรื่อง “มุมมองต่อรัฐธรรมนูญ 2550 หนังสือที่ระลึก 67 ปี รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร” โดย ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ (บรรณาธิการ) ซึ่งถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญไว้อย่างน่าสนใจ

นอกจากนี้ก็ยังคงมีผลงานอื่นๆ อีกหลายเรื่องทีเดียว หรือถ้าท่านใดสนใจเรื่องบทความวิชาการตอนนี้ทางเว็บไซท์ของเราก็ได้นำบทความเรื่อง “วังวนของทหารในการเมืองไทย…” ซึ่งตอนนี้ก็ได้ดำเนินเรื่องมาถึงตอนจบแล้ว เป็นสาระความรู้ที่จะประเทืองปัญญาของท่านผู้อ่านได้มีมุมมองของทหารที่กว้างขวางและเข้าใจมากขึ้น และหากท่านใดสนใจหรือรักในงานเขียน เว็บไซท์ของเราพร้อมเปิดโอกาสเป็นเวทีทดสอบความสามารถของคุณ โดยคุณส่งบทความเหล่านั้นมาหาเราได้ที่ editor@topscholar.org เรารอท่านอยู่นะค่ะ…

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

ของฝาก…หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุม

ธันวาคม 8, 2008

ในขณะที่ผู้เขียนนั่งเขียนบทความเรื่องนี้อยู่ ผู้เขียนเขียนด้วยความรู้สึกเสียดาย เพราะเริ่มแรกเดิมที ตั้งใจว่าสัปดาห์นี้จะอัญเชิญพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาฝากท่านผู้อ่านกันเพื่อนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต แต่ต้องกลับผิดหวัง เพราะในปีนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงประชวรช่องพระศอ และหลอดพระศออักเสบ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมงกุฎราชกุมาร เสด็จแทนพระองค์ รับการถวายพระพรชัยมงคลจากคณะบุคคลต่างๆ เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม จึงเป็นอันว่างานนี้ผู้เขียนคงต้องเปลี่ยนแนวของเรื่องที่จะเขียนไปโดยปริยาย

แต่ก่อนที่จะนำเสนอรายละเอียดข่าวสารในสัปดาห์นี้ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 81 พรรษา ข้าพระพุทธเจ้า ทีมงานเว็บไซท์ TopScholar.org ขอถวายพระราชทานพระบรมราชวโรกาส น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคล ขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย และสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล เดชะพระสยามเทวาธิราช และพระบรมเดชานุภาพ โปรดอภิบาลประทานพร แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้ทรงพระเกษมสำราญ พระชนมพรรษายิ่งยืนนาน ปราศจากโรคาพาธอุปัทวันตราย หมู่ปัจจามิตรพ่ายพระบรมเดชานุภาพ ทรงสถิตเป็นร่มฉัตรปกเกล้าปกกระหม่อมพสกนิกรไทย เป็นหลักชัยอันมั่นคงของสยามประเทศ ตราบนิรันดร์กาลเทอญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

สำหรับข่าวเด่นประเด็นเด็ดในสัปดาห์นี้ คงเป็นการเกาะติดสถานการณ์หลังการสลายผู้ชุมนุมพันธมิตรเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2551 ซึ่งล่าสุดหน่วยงานและองค์กรที่ฝ่ายพันธมิตรบุกเข้ายึดพื้นที่นั้น ได้มีการสำรวจสภาพพื้นที่เพื่อประเมินมูลค่าความเสียหายแล้ว ในส่วนของทำเนียบรัฐบาลจากการบุกเข้ายึดพื้นที่ ภายหลังการสลายการชุมนุม สิ่งของ เครื่องใช้ และข้อมูลเอกสารต่างๆ ของเจ้าหน้าที่ถูกทำลายเสียหายยับเยิน ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงของการสำรวจมูลค่าความเสียหายเพื่อนำไปดำเนินการในขั้นต่อไป ทั้งนี้ต้องใช้งบประมาณและเวลาในการปรับปรุง ซ่อมแซม และฟื้นฟูเป็นจำนวนมหาศาลทีเดียว

ในส่วนท่าอากาศยานดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ขณะนี้สามารถเปิดให้บริการแก่ประขาชนและนักท่องเที่ยวได้เกือบสมบูรณ์แล้ว แต่ในเรื่องของผลกระทบทางด้านธุรกิจท่องเที่ยวและการโรงแรมนั้น ล่าสุดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประมวลมูลค่าสำหรับการเยียวยา กู้วิกฤต และพลิกฟื้นความเชื่อมั่นไม่ต่ำกว่า 24,300 ล้านบาท แบ่งเป็นวงเงินเยียวยานักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ตกค้างในประเทศไทย และนักท่องเที่ยวไทยที่ตกค้างในต่างประเทศ 2,400 ล้านบาท หรืออาจจะทะลุเป้าเป็น 3,000 ล้านบาท โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะดูแลนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ตกค้างในไทย 2,200 ล้านบาท จากจำนวนตกค้าง 350,000 คนใช้ห้องพักในโรงแรม 120,000 – 150,000 ห้อง และให้สามารถเบิกได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน – 9 ธันวาคม 2551 มีวงเงิน 100 ล้านบาท ที่จะดูแลนักท่องเที่ยวไทยที่ตกค้างในต่างประเทศผ่านบริษัททัวร์ ส่วนคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศโดยไม่ผ่านบริษัททัวร์ กระทรวงการต่างประเทศมีวงเงินดูแล 100 ล้านบาท ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกัน คือ ค่าใช้จ่ายจริงสำหรับที่พักและอาหารไม่เกินวันละ 2,000 บาท/คน

นอกจากนี้มีวงเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำสำหรับธุรกิจท่องเที่ยว 20,000 ล้านบาท และให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดทำการโฆษณาและประชาสัมพันธ์เรียกความเชื่อมั่นสู่ไทย 1,900 ล้านบาท ซึ่งความเสียหายครั้งนี้คงส่งผลทำให้ธุรกิจโรงแรมซบเซาต่อเนื่องไปจนถึงหลังปีใหม่ ขณะนี้ทางโรงแรมมีอัตราการเข้าพักเป็นตัวเลขเดียวไม่ถึง 10 ห้อง โดยภาพรวมโรงแรมทั้งหมดมีอัตรการเข้าพัก 20% จากที่ควรจะเป็น 70 – 80% ด้านจังหวัดเชียงใหม่ มีอัตรการเข้าพัก 30 – 35% จากปกติ 85 – 90% และภูเก็ตมีอัตราการเข้าพัก 45 – 50% แทนที่จะเป็น 80 – 90%

หรือแม้แต่ธุรกิจส่งออกอื่นๆ เช่นการส่งออกดอกกล้วยไม้ ก็ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นมูลค่ามหาศาลเช่นกัน และที่เลวร้ายที่สุด คือ การสูญเสียลูกค้าที่ติดต่อกันยาวนาน เพราะกลายเป็นผู้ผิดสัญญาในการจัดส่งกล้วยไม้ให้ถึงมือตามเงื่อนไขเวลาที่ตกลงกันไว้ ทำให้ขณะนี้ต้องหาตลาดในประเทศไทยในการระบายสินค้าที่ค้างอยู้เพื่อให้ได้รายได้มาประทังธุรกิจไว้ก่อน

เห็นแล้วก็น่าหนักใจ ที่งบประมาณและความสูญเสียในครั้งนี้ น่าจะนำไปพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ให้เจริญก้าวหน้าได้เป็นอย่างดี และนี่คงจะเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดอีกบทหนึ่งที่คนไทยต้องจดและจำ แล้วต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นมาเป็นครั้งที่สองอีก

สุดท้ายเรื่องราวดีๆ ความรู้ที่น่าสนใจบนหน้าเว็บไซท์ TopScholar.org ของเรามีให้บริการท่านผู้อ่านอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่าน ที่นำบทความของนักเขียนหน้าใหม่มาถ่ายทอดแก่ผู้อ่าน หรือกระดานเสวนาข่าววิชาการเพื่อตั้งกระทู้ถามและตอบแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างกัน หรือแม้แต่การแนะนำผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ ฯลฯ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากท่านผู้อ่านมีข้อเสนอแนะดีๆ ที่มีประโยชน์ด่อการพัฒนาเว็บไซท์ของเรารบกวนส่งคำแนะนำเหล่านั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org ค่ะ สำหรับวันนี้หน้าที่ของผู้เขียนหมดลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ

TopScholar’s Web Editor

ภาพถ่าย: www.overclockzone.com

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

ปิดสุวรรณภูมิ… ปิดฉากประเทศไทยในมุมที่โลกมอง

ธันวาคม 1, 2008

“ประเทศไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่อันตรายที่สุดเป็นอันดับ 7 ของโลก” เป็นประโยคที่ผู้เขียนได้ฟังรายงานข่าวจากทีวี รู้สึกตกใจ และคิดในใจว่า “เป็นไปได้จริงหรือ? ในเมื่อประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นเมืองยิ้มแห่งมิตรภาพ ประชาชนส่วนใหญ่ล้วนแต่จิตใจดีมีเมตตา” แต่ ณ วันนี้สายตาชาวโลกมองเมืองไทยเป็นประเทศที่มีพฤติกรรมรุนแรงระดับโลก… เกิดอะไรขึ้น? แต่พอกลับมาทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านๆ มา เราจึงต้องยอมรับกับภาพที่ชาวโลกได้มองประเทศของเรา เพราะปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น นอกจากจะยุติไม่ได้แล้ว ยิ่งจะทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ จากเหตุการณ์การบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นสถานที่ราชการ และสำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นทุกวัน ทั้งความขัดแย้งของผู้ชุมนุม ทั้งระเบิดสถานที่จุดสำคัญต่างๆ

ล่าสุดที่ทำให้คนไทยเจ็บปวดอีกครั้ง คือ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 กลุ่มพันธมิตรบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อขับไล่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้ภาพพจน์ และเศรษฐกิจประเทศไทยเสียหายมหาศาล เพราะการ “ปิดสนามบินนานาชาติ” ซึ่งเป็น ประตูเข้าออกประเทศ” ก็เท่ากับ “ปิดประเทศ” ไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอก ซึ่งไม่มีประเทศไหนทำกัน ไม่ว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารหรือไม่ก็ตาม

ความเสียหายครั้งนี้ ต้องใช้เวลาเยียวยาอีกนานหลายปีทีเดียว โดยเฉพาะ ธุรกิจท่องเที่ยว และ ความเป็นศูนย์กลางธุรกิจในภูมิภาคนี้ของไทย ไม่ใช่เสียหายแค่แสนล้าน แต่จะเสียหายกันหลายล้านล้าน แค่ตลาดหุ้นไทยอย่างเดียว วันนี้ก็เสียหายไปกว่า 3 ล้านล้านบาทแล้ว
แม้แต่ “หุ้นปูนใหญ่” ที่ถือว่าเป็นหุ้นบลูชิพที่แข็งแกร่งที่สุดของตลาดหุ้นไทย วันนี้ก็ถูกถอดออกจาก ดัชนี MSCI ซึ่งเป็นดัชนีที่นักลงทุนทั่วโลก ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจเพื่อการลงทุนในภูมิภาคต่างๆ แล้ว

เท่านั้นไม่พอ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 อีกเช่นกันที่สำนักงานโทรทัศน์ CNBC ในประเทศไทย ซึ่งเป็นเคเบิลทีวีข่าวธุรกิจยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของโลก แจ้งว่า ขอยกเลิกการจัดงาน Asai Business Leaders Awards 2008 ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2551 ทั้งหมด ทั้งงานสัมมนา โดยวิทยากรต่างชาติ และงานกาลาดินเนอร์ มอบรางวัลผู้นำธุรกิจทั้งหมด รวมทั้งผู้นำนักธุรกิจไทยที่ได้รับรางวัลด้วย ซึ่งงานนี้จะมีการถ่ายทอดสดจากประเทศไทยไปทั่วโลก เหตุผลที่ยกเลิก เพราะนักธุรกิจยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคเอเชียที่ได้รับเชิญมาร่วมงานนี้ ส่วนหนึ่งเดินทางมาเมื่อค่ำของวันที่สนามบินสุวรรณภูมิถูกยึด มีปัญหาการออกจากสนามบิน อีกส่วนหนึ่งมาในวันที่สนามบินถูกปิด เครื่องบินลงไม่ได้ เป็นที่แน่นอนว่า ซีเอ็นบีซี เคเบิลทีวียักษ์ใหญ่ของโลกคงต้องรายงานข่าวให้ชาวโลกรับรู้ว่า เกิดอะไรขึ้นที่ประเทศไทย ทำไมต้องยกเลิกงานยักษ์ประจำปีอย่างกะทันหัน เพราะก่อนหน้านี้ได้โฆษณาไว้ล่วงหน้าเป็นเดือนแล้ว

นี่เป็นความเสียหายเล็กน้อยไม่กี่ล้านบาท แต่ความเสียหายอีกมหาศาลที่ทั้งประเทศจะต้องรับไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างที่ผู้เขียนจะนำมาเสนอแบบพอหอมปากหอมคอเกี่ยวกับผลกระทบของการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ เช่น ทำให้ธุรกิจทั้งน้อยใหญ่ โดยเฉพาะธุรกิจส่งออก เพราะไม่สามารถส่งของสดไปต่างประเทศได้ภายใน 6 ชั่วโมง ผลที่ตามมา คือ ผู้ค้าต้องเปลี่ยนไปซื้อของเจ้าอื่น อีกทั้งต้องโดนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย หรืออีกตัวอย่าง คือ ธุรกิจการท่องเที่ยว เพราะเป็นช่วงไฮซีซัล ทำให้นักท่องเที่ยวสะดุดเข้ามาเที่ยวไม่ได้ถึงแม้จะผ่านเหตุการณ์ไปแล้ว แต่การท่องเที่ยวไทยก็ได้สูญเสียภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวไปอย่างยากที่จะเรียกกลับคืนมา…การลากสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่อีกเส้นของเศรษฐกิจประเทศเข้ามาเพื่อกดดันรัฐบาล ซึ่งผลเสียหายที่เกิดขึ้นคนไทยทั้งนั้นที่รับกรรมนั้นไป แล้วแบบนี้จะให้ยอมรับได้อย่างไรว่านั่นคือการทำเพื่อประเทศ สุดท้ายแล้วใครกันเป็นคนทำลายเศรษฐกิจไทยกันแน่

ในวาระมหามงคลที่ใกล้เข้ามาถึง คือ วันที่ 5 ธันวาคม 2551 นี้ ผู้เขียนอยากฝากให้คิดค่ะว่า เมื่อย้อนรำลึกถึงวันนี้เมื่อปีที่ผ่านมา คนไทยร่วมใจสามัคคีกันใส่เสื้อเหลืองเพื่อเทิดพระเกียรติแด่หัวใจของคนไทยทุกคน นั่นคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ซึ่งวันนั้นคนไทยทุกคนใส่เสื้อเหลืองด้วยความรูสึกที่ซาบซึ้ง ประทับใจ และน้ำตาที่ไหลกันออกมาก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน ลองคิดดูนะค่ะ ว่าปีนี้เสื้อเหลืองที่คุณพร้อมใจใส่กันมา มันคือความรู้สึกเดียวกับวันนั้นจริงหรือเปล่า หากไม่ใช่แล้วเราควรหยุดได้หรือยัง? พระองค์ที่เราถวายพระพรกันทั่วประเทศ พระองค์ที่เราบอกว่ารักนักหนา สุดท้ายเราตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณด้วยสิ่งนี้กันหรือ?

Editor Talk ของเราคงจากไปไม่ได้ ถ้าไม่ได้ทำหน้าที่ให้ครบโดยสมบูรณ์ นั่นคือ การแนะนำสิ่งดีๆ ที่อยู่ภายในเว็บไซท์ TopScholar.org ของเรา ในคราวนี้มีผลงานวิชาการใหม่ๆ ได้ออกมาให้ท่านผู้อ่านได้ชื่นชมผลงานกัน อีกทั้งบทความในคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านซึ่งนำเสนอบทความน่ารู้ที่ อัพเดรทใหม่ล่าสุด ฯลฯ อะไรเป็นอะไรสามารถดูได้ในเว็บไซท์นี้นะค่ะ อ้อ! เกือบลืมไปทีเดียว ว่าหากผู้เข้าชมเว็บไซท์มีข้อแนะนำ ติชมเว็บไซท์ของเราล่ะก็…ยินดีค่ะ ส่งเมล์ที่มีประโยชน์เหล่านั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org นะค่ะ….ลาก่อนค่ะ

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

เศรษฐกิจโลก…เศรษฐกิจไทย…ภาวะถดถอย…วิกฤตที่กู่ไม่กลับ

พฤศจิกายน 24, 2008

สวัสดีค่ะ… ผู้อ่านทุกท่าน มาพบกันเช่นเคยกับ Editor Talk นะค่ะ สำหรับช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ติดตาม และนำเสนอเรื่องราวของพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพมาโดยตลอด พอกลับมาสู่ชีวิตประจำวัน หันมองดูเหตุบ้านการเมืองก็แถบจะหลงยุคกันทีเดียว เพราะกระแสข่าวที่ผันผวนปรวนแปรชนิดที่เรียกว่า ถ้าเผลอเป็นต้องพลาด มักจะเข้ามาทักทายกันทุกที ครั้งนี้ก็เช่นกัน กับข่าวที่ไม่ค่อยสู้จะดีนักกับเรื่องปากท้องของคนไทย ล่าสุดได้กลายเป็นปัญหาระดับโลกซะแล้ว สำหรับเรื่องเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ กล่าวคือ ประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก ต่างก็ตกอยู่ในสภาพ “เศรษฐกิจถดถอย” กันถ้วนหน้า หลังจากที่มีการประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3 ออกมา ไม่ว่า สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ เยอรมัน อิตาลี ยุโรป จนถึง ฮ่องกง และสิงคโปร์

สหรัฐอเมริกา มหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลก จีดีพีไตรมาส 3 ติดลบ 0.3 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นการหดตัวที่รุนแรงที่สุดในรอบ 7 ปี เนื่องจากผู้บริโภคลดการใช้จ่าย ภาคธุรกิจลดการลงทุน ภาคการเงินและอุตสาหกรรมล้มไปตามๆ กัน
ญี่ปุ่น มหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับสองของโลก ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3 ที่ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2551 ติดลบไป 0.4 เปอร์เซ็นต์ จากที่ติดลบไป 3.7 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาส 2 ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นก้าวสู่ภาวะถดถอยเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา
ยุโรป 27 ประเทศ วันนี้มีอย่างน้อย 15 ประเทศที่เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย หลังจากจีดีพีไตรมาส 3 ติดลบไปอีก 0.2 เปอร์เซ็นต์ ต่อจากไตรมาส 2 ที่ติดลบไป 0.2 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศหลักอย่าง เยอรมัน อิตาลี ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศ จี-7 ตกอยู่ในสภาพเศรษฐกิจถดถอยเช่นกัน

คาดกันว่า วันที่ 4 ธันวาคม 2551 ธนาคารกลางยุโรปจะลดอัตราดอกเบี้ยลงมาอีกเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง หลังจากที่อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างเต็มที่แต่ยังไม่อาจกระตุ้นเศรษฐกิจให้ยืนอยู่ได้ ณ วันนี้เรื่องที่น่ากลัวเป็นเรื่องภาวะ “เงินฝืด” มากกว่า “เงินเฟ้อ” และที่น่าเป็นห่วงก็คือ “คนว่างงาน” ที่จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นภาระของสังคม และนำไปสู่ปัญหาอื่นอีกมากมาย

วันวาน ซิตี้กรุ๊ป กลุ่มการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ก็ประกาศจะปลดคนงานอีก 53,000 คน หลังจากที่ปลดไปแล้ว 23,000 คน รวมเบ็ดเสร็จ 76,000 คน เพื่อลดค่าใช้จ่ายลง 20 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้หุ้นทั่วโลกร่วงระนาว

ในประเทศอังกฤษ วันนี้ มีคนว่างงานแล้ว 1.8 ล้านคน จากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยอย่างรุนแรง คาดว่าปีโน้น 2010 คนอังกฤษจะว่างงานเพิ่มเป็น 2.9 ล้านคน

มองโลกแล้ว ย้อนมองดูเศรษฐกิจไทยดูบ้าง ล่าสุดไม่แพ้ต่างประเทศ เพราะตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ได้รายงานว่า มีการปลดแรงงานร่วมแสนคนที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาไปจำนวนไม่น้อย

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้สรุปภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 และแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 2551 รวมทั้งการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2552 เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐบาลและเอกชน (กรอ.) คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ปี 2551 จะใกล้เคียงกับไตรมาส 2 อยู่ที่ 5.3 เปอร์เซ็นต์ ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 คาดว่าจะชะลอตัวต่อเนื่อง 3 ไตรมาสแรกของปี เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยง คือ ความเชื่อมั่นที่ลดลงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกต่อภาคการเงิน การส่งออก และการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มลดลง รวมถึงแนวโน้มการจ้างงานลดลง จากการปิดกิจการ รวมถึงการลดเวลาทำงาน งดโบนัส และขึ้นเงินเดือน

ส่วนการประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2552 คาดว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยครึ่งปีแรกจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ที่มีผลต่อการส่งออกรุนแรง ขณะที่การลงทุนของเอกชนยังชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง แต่คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีจะมีการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินในโครงการลงทุนของภาครัฐ และมีเม็ดเงินลงสู่รากหญ้ามากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวดีขึ้น และคาดว่าราคาน้ำมัน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มลดลง ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังลดลง จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อลดลงอยู่ที่ 2.5-3.5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.5-2.5 เปอร์เซ็นต์ โดยเป็นการว่างงานมากกว่าปัจจุบัน 500,000-600,000 คน ทั้งนี้ในช่วง 8 เดือน ของปี 2551 มีอัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.42 เปอร์เซ็นต์ หรือเฉลี่ย 530,000 คน จากแรงงานทั้งหมด 37.62 ล้านคน

ทั้งนี้ สศช.มองว่า ในปี 2552 มีเรื่องสำคัญที่ต้องดูแล 6 เรื่อง คือแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง การดูแลราคาสินค้าเกษตร การรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน การกระตุ้นการท่องเที่ยว การเร่งรัดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ และการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)

สำหรับการประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2552 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน เพราะเศรษฐกิจของประเทศหลักทั้งญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป จะหดตัวลง ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศในกลุ่มเอเชียอย่างรุนแรง และมีผลให้เศรษฐกิจในเอเชียชะลอตัวลง รวมถึงจีน และอินเดียด้วย โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวอยู่ที่ 2.0-2.5 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเคลื่อนไหวอยู่ที่ 60-80 เหรียญสหรัฐอเมริกาต่อบาร์เรล

ในเวลานี้ผู้เขียนไม่ต้องการจะนำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ เพราะคงไม่มีใครมาตั้งใจอ่านได้ทุกครั้งไป กับวิกฤตเศรษฐกิจมิได้เป็นเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่ได้ขยายไปสู่ทั่วโลก เพียงแต่คนไทยนั้นถือว่าโชคร้ายกว่าประเทศอื่นๆ ก็ตรงที่เกิดเรื่องร้ายหลายๆ เรื่องในเวลาเดียวกัน เพราะปัญหาความขัดแย้งของคนในประเทศที่หาข้อยุติไม่ได้แล้ว ปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมกำลังจะถาโถม เป็นตัวกระตุ้นให้ประเทศไทยนั้นต้องพบจุดจบเร็วขึ้นหรืออย่างไร? สิ่งเหล่านี้จะไม่มีทางแก้ไขจริงหรือ? หรือเป็นเพราะคนไทยมองข้ามทางออกเพียงเพราะ คำว่า “ผู้ชนะ” คำที่สุดท้ายแล้ว มันคือ ความพ่ายแพ้ของคนไทยทุกคน…

แต่ในเรื่องร้ายๆ หากมองไปทางมุมอื่นๆ ของชีวิต เราจะพบบางสิ่งที่แฝงไปด้วยเรื่องดีๆ มีสาระ อย่างเว็บไซท์ TopScholar.org ของเราอย่างไรล่ะค่ะ (หัวเราะ) เพราะต่อให้โลกจะร้อน ปัญหาจะเยอะมากเพียงใด เหล่าทีมงานของเรา ก็คงจะทำหน้าที่เป็นสื่อที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการแก่ท่านผู้อ่านแบบนี้ตลอดไป เช่น คอลัมน์ชวนคิดชวนอ่าน เป็นเวทีที่เปิดโอกาสสำหรับนักเขียนรุ่นใหม่ที่กล้าคิดกล้าแสดงออกในทางที่ถูกต้อง และตอนนี้ทางเว็บไซท์ได้นำผลงานบทความเรื่อง “วังวนของทหารในการเมืองไทย…” โดย มรุต วันทนากร ที่ถ่ายทอดความรู้ด้านการเมืองผ่านทางบทความได้อย่างน่าสนใจ นอกจากนี้กระดานเสวนาข่าววิชาการเวทีที่เปิดโอกาสให้แสดงความคิดได้อย่างเต็มที่ไม่มีขีดจำกัด หรือ จะเป็นคอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งได้รวบรวมผลงานวิชาการใหม่ๆไว้ให้ได้ศึกษากัน ฯลฯ และเช่นเคยค่ะ หากท่านผู้อ่านมีคำติชมใดๆที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเว็บไซท์ของเราก็ยินดีส่ง e-mail มาได้ที่ editor@topscholar.org ของเรานะค่ะ สำหรับวินาทีนี้ต้องขอตัวไปทำหน้าที่ผู้ล่าข่าวสาร เพื่อมานำเสนอในครั้งต่อไป ลาก่อนค่ะ…

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

« Previous PageNext Page »