ไข้หวัดใหญ่ 2009 ลามเกาหลี-ฝรั่งเศส จีน ห้ามบินเม็กซิโก

พฤษภาคม 6, 2009

เพราะสังคม..ประเมินค่า..ที่จนรวย
คนจึงสร้าง..เปลือกสวย..ไว้สวมใส่
หากสังคม..วัดค่า..ที่ภายใน
คนจะสร้าง..แต่จิตใจ..ที่ใฝ่ดี

ก่อนเข้าสู่เรื่องราวข่าวสารประเด็นหลักผู้เขียนขอเปิดบทสนทนาด้วยบทกลอนที่แฝงมุมมองดีๆ เช่นนี้ เพราะต้องการนำข่าวดีมาเป็นของแถมให้ท่านผู้อ่านได้ร่วมยินดีกับเยาวชนไทยที่ใฝ่ดีของเรา ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยด้วยการคว้ารางวัลเหรียญทองจำนวน 5 คนจากการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับเอเชีย ครั้งที่ 10 ซึ่งปีนี้ประเทศไทยเราเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระหว่างวันที่ 24 เม.ย. – 1 พ.ค. 2552 นำความปราบปลื้มมาสู่วงการการศึกษา ในกาลนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงดำรัสชื่นชมที่ประเทศไทยสามารถจัดการแข่งขันให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติขึ้นในบ้านเมืองก็ตาม และทรงชื่นชมผู้เข้าแข่งขันทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้เข้าร่วมแข่งขันได้แสดงความสามารถ ศักยภาพของตนเองที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาต่อไปในอนาคต

เห็นหรือไม่ค่ะว่าการสร้างคน ก็เปรียบเหมือนการปลูกต้นไม้หากเราปลูกต้นมะม่วงเราก็จะได้ทานผลมะม่วง ปลูกต้นแอปเปิ้ลก็จะได้ทานผลแอปเปิ้ล การสร้างคนให้มีจิตสำนึกการใฝ่ดี เราก็จะได้ลูกได้หลานที่ใฝ่ดีอยู่ ณ ที่แห่งใด ก็จะสร้างชื่อเสียง และความดีงามให้ได้รู้จักและชื่นชมโดยทั่วกัน

จบข่าวที่น่ายินดีกันไปแล้ว มาว่ากันต่อกับไฮไลต์ของข่าวที่จะนำมาฝากท่านผู้อ่านในวันนี้ ซึ่งเป็นข่าวที่ควรจะรับทราบเพื่อนำไปเป็นแนวทางในการป้องกันตนเองให้ถูกวิธีกับข่าวที่อาจจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ก็เพราะว่าหลายวันก่อนมีกระแสข่าวรายงานว่าเกิดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า ไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งมีหมูเป็นพาหะนำโรค เมื่อมีข่าวนี้ออกมาหน่วยงานหลายองค์กรก็ได้ให้ความสนใจเกาะติดกระแสข่าวเพื่อรายงานความคืบหน้า และล่าสุดสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2552 ว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทั่วโลก ยังคงทยอยเพิ่มขึ้น ท่ามกลางสัญญาณแห่งความหวัง ในการยับยั้งการแพร่ระบาด โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันตัวเลขผู้ติดเชื้อทั่วโลก ขณะนี้อยู่ที่ 367 ราย รวมถึง 141 ราย ในสหรัฐฯ และ 156 ราย ในเม็กซิโก ขณะเดียวกัน บรรดานักวิจัยกำลังเร่งทำงาน เพื่อพัฒนาวัคซีนสำหรับเชื้อไข้หวัดใหญ่ดังกล่าว ขณะที่ไมเคิล ชอว์ หัวหน้าทีมวิจัย ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) คาดหวังว่า จะสามารถผลิตวัคซีนได้ ภายใน 1 เดือน ซึ่งนักวิจัยจะทำงานอย่างดีที่สุด และเร็วที่สุด เท่าที่จะสามารถทำได้

อย่างไรก็ตาม โรซาลีน บาเชลโลต์ รัฐมนตรีสาธารณสุขฝรั่งเศส ยืนยันว่า ผู้ป่วย 2 ราย ได้รับการยืนยันแล้วว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ส่วนที่เม็กซิโก ซึ่งเป็นประเทศที่เกิดการแพร่ระบาดแห่งแรกนั้น ภาคธุรกิจจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน บริษัทห้างร้าน โรงงาน และหน่วยงานราชการ ต่างปิดให้บริการ เป็นเวลา 5 วันแล้ว ตามคำสั่งของประธานาธิบดีเม็กซิโก ที่ขอให้ประชาชนในประเทศอยู่แต่ในบ้าน เพื่อชะลอการแพร่กระจายของเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

ขณะที่มาร์เซโล เอบราร์ด นายกเทศมนตรี กล่าวว่า มาตรการฉุกเฉินเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาด กำลังจะประสบผล และนำไปสู่สถานการณ์ที่ดีขึ้น ในทุกๆ วัน

ด้านสำนักข่าวยอนฮัพของเกาหลีใต้ รายงานว่า ทางการเกาหลีใต้รายงานยืนยันพบผู้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เป็นรายแรก เป็นแม่ชีอายุ 51 ปีเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข เกาหลีใต้ระบุว่า แม่ชีคนดังกล่าวถูกกักตัวไว้รอดูอาการตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา หลังเดินทางกลับมาจากเม็กซิโก และได้รับการยืนยันแล้วว่า พบเชื้อไวรัสไข้หวัดดังกล่าว นับเป็นผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่รายแรกของประเทศ แม่ชีรายนี้ยังเป็น 1 ใน 3 ของผู้ต้องสงสัยติดเชื้อที่มีรายงานในสัปดาห์นี้ ซึ่งอีก 2 คนเป็นหญิงวัย 44 ปี และ คนขับโดยสาร วัย 57 ปี โดยผลการตรวจคนขับรถโดยสารไม่พบเชื้อ ขณะที่หญิง วัย 44 ปี พบว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ

ส่วนสำนักข่าวซินหัวของทางการจีน รายงานว่า จีนสั่งระงับเที่ยวบินขาเข้าจากเม็กซิโกไปลงยังนครเซี่ยงไฮ้แล้ว หลังจากพบชายคนหนึ่งมีเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ซึ่งนับเป็นรายแรก ในเอเชีย ผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือชนิดเอ เอช1 เอ็น1 อยู่ในเที่ยวบินที่มาจากเม็กซิโก ทางการจีนจึงได้ตัดสินใจสั่งไม่ให้เที่ยวบินจากเม็กซิโกไปลงจอดยังนคร เซี่ยงไฮ้ทางภาคตะวันออกของจีน และว่าทางการจีนได้แจ้งคำสั่งระงับเที่ยวบินไปยังรัฐบาลเม็กซิโกและสายการบินต่าง ๆ แล้ว จนกว่าจะสามารถควบคุมการระบาดได้

นับเป็นข่าวที่ต้องติดตามความเคลื่อนไหวกันต่อไปว่าจะมีผลร้ายแรงเพิ่มมากขึ้นประการใด และมีความเสี่ยงที่จะรุกลามเข้าสู่ประเทศไทยนั้นมากน้อยแค่ไหน เพื่อเราคนไทยทุกคนจะได้รู้จักการเตรียมตัวรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ให้ทุกคนได้รู้เท่าทัน และปลอดภัยจากการตกเป็นเหยื่อของ ไวรัสสายพันธุ์ 2009 นี้ให้ได้มากที่สุด

สิ่งน่าสนใจ ไม่ได้จบเพียงเท่านี้นะค่ะ เพราะสาระและประโยชน์ที่ทางเว็บไซท์ของเราขนมาฝากท่านผู้อ่านนั้นมีอีกมากมายทีเดียว ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเรียกน้ำย่อยสำหรับชาวแวดวงวิชาการที่ชอบเสพความรู้เป็นวิสัยนั้น เริ่มด้วยคอลัมน์ ชวนคิด ชวนอ่าน เวทีที่เปิดโอกาสให้นักเขียนรุ่นใหม่ได้แสดงฝีไม้ลายมือในการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวอักษรสู่คอลัมน์นี้ ซึ่งตอนนี้ได้นำเสนอเรื่อง “ความลำเอียงของรัฐไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจ” และตอนนี้ได้ดำเนินเรื่องมาถึงตอนที่ 3 แล้ว ซึ่งเป็นตอนจบแล้วค่ะ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ การโหวต TopScholar Poll และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซท์ ก็คือ คอลัมน์ ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด เพราะผลงานเหล่านี้ได้ถูกจัดพิมพ์ และออกแบบรูปเล่มอย่างสวยงามกับ บริษัท มิสเตอร์ ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นโรงพิมพ์ที่ได้รับความไว้วางใจจากนักวิชาการที่มีชื่อเสียงหลายท่าน แต่ผลงานเหล่านั้นจะสวยงามน่าสนใจแค่ไหน คลิกชมได้จากเว็บไซท์นะค่ะ หากท่านผู้อ่านท่านใดมีข้อเสนอแนะ และข้อติชมเกี่ยวกับเว็บไซท์ของเรา ผู้เขียนยินดีน้อมรับเพื่อนำมาพัฒนาได้ที่ editor@topscholar.org นะค่ะ สำหรับวันนี้ต้องลาไปก่อน สวัสดีค่ะ

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

Money Expo 2009

เมษายน 25, 2009

ท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนระอุ ทั้งภูมิอากาศ และเหตุบ้านการเมืองของประเทศไทย ณ ขณะนี้เรียกได้ว่า เอาช้างมาฉุดไฉนเลยจะหยุดได้ เพราะดูเชิงแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องอากาศที่แสนจะร้อนรุ่มทำให้ประสิทธิภาพในการควบคุมอารมณ์ลดลง ไม่อยู่กับล่องรอย เท่านั้นไม่พอ เรื่องการเมืองปัญหาต่อเนื่องเรื้อรังไม่เห็นหนทางที่สดใสก็ประดังโหมโรงเข้ามาผสมปนเปรกันอีรุงตุงนัง สงครามระหว่างคนไทยกันเองมันช่างแสนเจ็บปวดเหนือกว่าปัญหาทั้งปวง หากคนไทยไม่หยุด ไม่เลิก ไม่สร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุด หนทางสิ้นชาติของเราคงรออยู่อีกไม่ไกลเป็นแน่แท้

ออกจะดูดุเดือดไปสักนิดสำหรับการเปิดการทักทายท่านผู้อ่านกับ Editor Talk ในสัปดาห์นี้ แต่ก็อย่าพึ่งตกใจไปค่ะ เพราะข่าวสารที่นำมาฝากกันอาจจะเป็นข่าวดีสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการก็เป็นได้ เนื่องจาก “งานมหกรรมการเงิน ครั้งที่ 9” Money Expo 2009 จัดโดยวาสาร การเงินธนาคาร ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจัดที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 7 – 10 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ 4 วันเต็ม ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น.

นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะไปเป็นประธานเปิดงานในวันที่ 7 พฤษภาคม และแสดงปาฐกถาพิเศษเรื่องเศรษฐกิจให้ฟังด้วย แม้เศรษฐกิจช่วงนี้จะตกอยู่ในภาวะซบเซา แต่ตัวเลขสินเชื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาธนาคารกลับสามารถปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มขึ้นจากเดือนที่แล้วกว่า 8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 6.56 แสดงให้เห็นว่า โดยภาพรวมแล้วความต้องการสินเชื่อยังมีสูง และธนาคารก็สามารถปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มขึ้นไม่ได้ถดถอยตามบรรยากาศ

ที่สำคัญ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ที่หงอยเหงามาหลายเดือน ตัวเลขเดือนมีนาคม ที่สภาอุตสาหกรรมเปิดเผยออกมาดีดตัวขึ้นไปอยู่ที่ 69.4 จากเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งอยู่ที่ 63.0 เนื่องจากมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น และบางอุตสาหกรรมก็เริ่มมีการจ้างงานกันใหม่แล้ว สอดคล้องกับการคาดการณ์สำนักเศรษฐกิจระดับโลกหลายแห่งว่า จุดตกต่ำสุดของวิกฤติเศรษฐกิจน่าจะจบลงในไตรมาสนี้ แล้วเริ่มค่อยๆ ฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3 หรือครึ่งหลังของปีนี้เป็นต้นไป และฟื้นตัวอย่างจริงจังในปีหน้า 2553

งานมหกรรมการเงิน มันนี่ เอ็กซ์โป 2009 ปีนี้ น่าจะเป็น “โอกาสทอง” ของ “นักลงทุน” อย่างแท้จริง เป็นโอกาสในวิกฤติ เพราะดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลง ดังนั้น จึงเป็นโอกาสเหมาะที่จะ กู้ไปลงทุน กู้ไปซื้อบ้าน หรือรีไฟแนนซ์เงินกู้ เพื่อลดต้นทุนดอกเบี้ย โดยเฉพาะ สินเชื่อบ้าน แต่ละแบงก์ยังมีโปรโมชั่นพิเศษ เช่น ดอกเบี้ย 0 เปอร์เซ็นต์ นาน 6 เดือนขึ้นไป พร้อมของแถมคุ้มค่าอีกมากมาย เช่น โฮมเธียเตอร์จอยักษ์, ทีวี 42 นิ้ว, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก, ไอโฟน-ไอพอด ไปจนถึงทัวร์ต่างประเทศ ถ้าเป็นสินเชื่อบุคคล อนุมัติในงานได้เลย บางธนาคาร เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ ถ้ากู้ซื้อบ้านในงานนี้ จะได้รับดอกเบี้ยคืนเป็นขั้นบันได 10 ปีแรก สูงถึง 55 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

อีกไฮไลต์ในงานก็คือ “เงินฝากดอกเบี้ยสูง” ที่เหมาะสำหรับ “คนมีเงินเก็บ” และต้องการ “ดอกเบี้ยเงินฝากสูง” ในงานมหกรรมการเงินปีนี้ เกือบทุกธนาคารต่างงัดดอกเบี้ยและของรางวัลเพื่อระดมเงินฝากในงานครั้งที่ใหญ่ที่สุด เช่น เปิดบัญชีเงินฝากประจำ 12 เดือนในงานจะได้รับโบนัสเพิ่มจากอัตราดอกเบี้ยปกติ หรือบัญชีออมทรัพย์ซุปเปอร์เซฟวิ่ง ให้ดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 1.5 หรือบัญชีเซฟวิ่งพลัส ดอกเบี้ยสูงกว่า 1.25 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

นอกจากนี้ กองทุนรวม ที่นำกองทุนใหม่มาให้ลงทุนอีกมากมายจาก บล. และ บลจ. ที่เข้าร่วมงาน 46 แห่ง ใครจะลงทุนใน หุ้น และ ทองคำ ช่วงนี้ก็ถือเป็นโอกาสทองอีกเหมือนกัน เพราะตลาดหลักทรัพย์จะไปชี้ช่องรวยให้เห็นใน “5 สัญญาณการลงทุน” หุ้นราคาถูกแบบนี้คงไม่มีอีกแล้ว ได้เงินปันผลอีกต่างหาก

ทราบอย่างนี้แล้ว ใครที่มีปัญหาเรื่องธุรกิจ เงินทุนไม่เพียงพอ ไม่ต้องท้อแท้ ไปงานนี้แก้ปัญหาได้อีกเหมือนกัน เพราะธนาคารแต่ละแห่งได้เตรียม “ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ” เรื่องธุรกิจการเงินทุกสาขา รวมกันแล้วก็หลายร้อยคน ตั้งโต๊ะให้คำปรึกษาช่วยแก้ปัญหาให้ในงาน จะได้มีเงินทุนไปฟื้นฟูกิจการกันใหม่ ได้ทั้งทางออก ได้ทั้งเงิน เรียกได้ว่า คุ้มเกินคุ้มเลยค่ะ

สุดท้ายผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซท์ TopScholar ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความลำเอียงของรัฐไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจ (ตอน 2)” ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวต่อเนื่องจากตอนที่ 1 ไว้อย่างน่าสนใจ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่องพิบัติภัยธรรมชาติ (สึนามิ) จากผู้เชี่ยวชาญทางด้านธรณีวิทยา ผศ.ดร.มนตรี ชูวงษ์ และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซท์ตอนนี้คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ และมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซท์นะค่ะ อ้อ! และจะลืมไม่ได้เลย หากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซท์ของเราก็สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

คำทำนายจากนางสงกรานต์

เมษายน 18, 2009

เปิดการสนทนากับท่านผู้อ่านด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอของเทศกาลวันสงกรานต์ สำหรับเทศกาลวันสงกรานต์ในปีนี้ ถึงแม้ว่าแนวโน้มในปีนี้ เราคนไทยจะได้รับความสนุกสนานไม่เท่ากับปีที่ผ่านมา เนื่องจากผลกระทบจากเศรษฐกิจบ้าง จากผู้ชุมนุมเสื้อสองสีบ้างก็ตาม แต่ชาวไทยทุกคนทราบดีว่าประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของไทยนั้นควรจะอนุรักษ์ และสืบสานให้ถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน สิ่งใดปัญหาใดที่กำลังเกิดขึ้น ก็ควรจะหยุดพักไว้ก่อนเพื่อใช้ช่วงเวลานั้นปฏิบัติตนเป็นคนไทยหัวใจพุทธให้สมบูรณ์ที่สุด

ในโบราณกาลมา คนไทยมีวิถีการดำเนินชีวิตที่มีแนวคิดในการนับถือสิ่งเหนือธรรมชาติ สังเกตจากการประกอบพิธีกรรมต่างๆ จะมีการนำเรื่องดวงชะตาการเสี่ยงทายมาประกอบด้วยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นวันฉัตรมงคล วันมหาสงกรานต์ เป็นต้น ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และใช้เป็นเข็มทิศในการที่จะก้าวเดินต่อไปในอนาคต วันนี้ผู้เขียนจึงนำเรื่องบางเรื่องของประเพณีความเชื่อเกี่ยวกับวันสงกรานต์มาฝากกันค่ะ

เพราะท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ร้อนฉ่า ในช่วงวันสงกรานต์ในปีนี้ นางสงกรานต์ปีนี้ชื่อ โคราคะเทวี ขี่เสือ ถือพระขรรค์ กินน้ำมันเป็นอาหาร อนาคตของชาติบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ดูจากนางสงกรานต์ในปีนี้ แต่ผู้เขียนขอออกตัวไว้ก่อนค่ะ ว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล คำทำนายจะถูกหรือผิดไม่สามารถรับประกันได้ แต่ที่แน่ๆ เรื่องนี้เก็บตกมาจากเรื่อง นางสงกรานต์ ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งกล่าวไว้ว่า

วันมหาสงกรานต์ปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 13 เมษายน นางสงกรานต์ 7 นาง ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาแต่ละปีจึงตรงกับ “นางโคราคะ” เข้ากับปีวัวปีนี้ได้เป็นอย่างดี นางสงกรานต์คนนี้ชอบทัดดอกปีบประดับประดาด้วยมุกดา ชอบน้ำมันเป็นอาหาร มือขวาถือพระขรรค์ มือซ้ายถือไม้เท้า มีเสือเป็นพาหนะ นอนหลับตามาบนหลังเสือ

อิริยาบถของนางสงกรานต์ที่ นอนหลับตามาบนพาหนะ แสดงว่า ปีนี้พระอาทิตย์จะเคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษในช่วงเที่ยงคืนไปจนถึงรุ่งเช้า

อาจารย์ สมบัติ พลายน้อย ได้เขียนถึงความเชื่อเกี่ยวกับอิริยาบถของนางสงกรานต์ ในหนังสือตรุษสงกรานต์ว่า

ถ้านางสงกรานต์ “ยืนมา” จะเกิดการเดือดร้อนเจ็บไข้ ถ้านางสงกรานต์ “นั่งมา” จะเกิดความเจ็บไข้ ผู้คนล้มตายและเกิดเหตุเภทภัยต่างๆ ถ้านางสงกรานต์ “นอนลืมตามา” ประชาชนจะอยู่เย็นเป็นสุข และถ้านางสงกรานต์ “นอนหลับตามา” พระมหากษัตริย์จะเจริญรุ่งเรือง

นอกจากนี้ยังมีคำทำนาย วันมหาสงกรานต์ วันเนา และ วันเถลิงศก ว่า ถ้า “วันอาทิตย์” เป็น “วันมหาสงกรานต์” ปีนั้นพืชพันธุ์ธัญญาหารจะไม่สู้งอกงามนัก ถ้าวันอาทิตย์เป็น “วันเนา” ข้าวจะตายฝอย คนต่างด้าวจะเข้าเมืองมาก ท้าวพระยาจะร้อนใจ ถ้าวันอาทิตย์เป็น “วันเถลิงศก” พระมหากษัตริย์จะมีพระบรมเดชานุภาพ ปราบศัตรูได้ทั่วทุกทิศ

ถ้า “วันจันทร์” เป็น “วันมหาสงกรานต์” ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ตลอดจนคุณหญิงคุณนายจะเรืองอำนาจ ถ้าวันจันทร์เป็น “วันเนา” มักเกิดความเจ็บไข้ต่างๆ เกลือจะแพง นางพญาจะร้อนใจ ถ้าวันจันทร์เป็น
“วันเถลิงศก” พระราชินีและท้าวนางฝ่ายในจะมีความสุขสำราญ

ถ้า “วันอังคาร” เป็น “วันมหาสงกรานต์” โจรผู้ร้ายจะชุกชุม เกิดการเจ็บไข้ร้ายแรง ถ้าวันอังคารเป็น “วันเนา” ผลหมากรากไม้จะแพง ถ้าวันอังคารเป็น “วันเถลิงศก” ข้าราชการทุกหมู่เหล่าจะมีความสุข มีชัยชนะแก่ศัตรูหมู่พาล

ถ้า “วันพุธ” เป็น “วันมหาสงกรานต์” ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จะได้รับการยกย่องจากต่างประเทศ ถ้าวันพุธเป็น “วันเนา” ข้าวปลาอาหารจะแพง แม่ม่ายจะพลัดที่อยู่ ถ้าวันพุธเป็น “วันเถลิงศก” บรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตจะมีความสุขสำราญ

ถ้า “วันพฤหัสบดี” เป็น “วันมหาสงกรานต์” ผู้น้อยจะแพ้ผู้ใหญ่ ถ้าวันพฤหัสบดีเป็น “วันเนา” ผลไม้จะแพงราชตระกูลจะมีความร้อนใจ ถ้าวันพฤหัสบดีเป็น “วันเถลิงศก” สมณชีพราหมณ์จะปฏิบัติ
กรณียกิจอันดีงาม

ถ้า “วันศุกร์” เป็น “วันมหาสงกรานต์” พืชพันธุ์ธัญญาหารจะสมบูรณ์ ฝนชุก พายุพัดแรง ผู้คนจะเป็นโรคตาและเจ็บไข้กันมาก ถ้าวันศุกร์เป็น “วันเนา” พริกจะแพง แร้งกาจะเป็นโรค สัตว์ป่าจะเป็นอันตราย แม่ม่ายจะมีลาภ ถ้าวันศุกร์เป็น “วันเถลิงศก” พ่อค้าคณบดีจะทำมาค้าขึ้นมีกำไรมาก

ถ้า “วันเสาร์” เป็น “วันมหาสงกรานต์” โจรผู้ร้ายจะชุกชุม จะเกิดการเจ็บไข้ร้ายแรง ถ้าวันเสาร์เป็น “วันเนา” ข้าวปลาจะแพง ข้าวจะได้น้อย ผลไม้จะแพง น้ำน้อย จะเกิดเพลิงกลางเมือง ขุนนางต้องโทษ ถ้าวันเสาร์เป็น “วันเถลิงศก” บรรดาทหารทั้งปวงจะมีชัยชนะข้าศึกศัตรู

ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมา ในปีนี้ วันมหาสงกรานต์ ตรงกับวันจันทร์ วันเนา ตรงกับวันอังคาร และวันเถลิงศก ตรงกับวันพุธ บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ลองไปเทียบคำทำนายกันดูนะค่ะ

หากท่านผู้อ่านท่านใดหยุดหลายวันแล้วไม่มีโปรแกรมจะไปไหน ก็ขอเชิญเที่ยวแวะชมสังคมออนไลน์ กับ www.topscholar.org เพราะนอกจากจะได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์แล้ว ก็สามารถประเทืองความรู้แก้ท่านผู้อ่านด้วยนะค่ะ ยิ่งตอนนี้หน้าเว็บไซท์ของเราได้มีรายการหนังสือใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์จาก บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าเก่าของเรานี่ล่ะค่ะ หากท่านผู้อ่านสนใจและอยากทราบว่าผลงานวิชาการที่ออกมาใหม่จะมีรูปแบบสวยงามและเรื่องราวน่าสนใจเพียงใดก็คลิกดูได้จากเว็บไซท์นะค่ะ ซึ่งผู้อ่านที่ต้องการข้อมูลหนังสือเหล่านั้นเพิ่มเติม ทางเรายินดีรับใช้ โดยส่งข้อมูลบรรณานุกรม อาทิ ชื่อเรื่อง ผู้แต่ง ปีที่พิมพ์ ของหนังสือเหล่านั้นมาได้ที่ e-mail: editor@topscholar.org นะค่ะ แล้วทางเรายินดีที่จะดำเนินการหาคำตอบให้ค่ะ สำหรับวันต้องขอลาไปก่อนค่ะ…สวัสดีค่ะ

TopScholar’s Web Editor

* ภาพจาก: www.jitdrathanee.com/paun

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

ปลดแรงงานล็อตใหญ่

เมษายน 4, 2009

ขอเปิดการทักทายท่านผู้อ่าน Editor Talk ด้วยเดือนแห่งความสุขของคนไทย กับเทศกาลสงกรานต์วันขึ้นปีใหม่ไทย เป็นช่วงเวลาที่เราทุกคนจะได้มีโอกาสกลับมารวมญาติพร้อมหน้าพร้อมตา และสามารถทำกิจกรรมดีๆ ที่เสริมสร้างความรักความอบอุ่นกันภายในครอบครัวให้มีมากขึ้น ไม่ว่าจะชวนกันไปทำบุญตักบาตร เที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัด ทำอาหารกินกันภายในครอบครัว หรือแม้แต่รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นการแสดงถึงความกตัญญูที่เรามีต่อบุพการี ปู่ย่า ตายาย ตามที่แต่ละครอบครัวจะทำกัน

แต่ด้วยพิษเศรษฐกิจที่รุมเร้าคนไทยอยู่ในขณะนี้ จะทำอะไรก็ต้องทำแต่พอดี ไม่ควรหลงระเริงอยู่กับช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งจนเกินไป เพราะความไม่แน่นอนมักเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ใครจะรู้ว่าเมื่อช่วงเวลาแห่งความสุขกำลังจะผ่านไป เรื่องทุกข์ร้อนใจอาจกำลังจ่อคิวรอเราอยู่ก็ได้ ดังเช่นข่าวสารที่จะนำเสนอในสัปดาห์นี้กันค่ะ เพราะตอนนี้ธุรกิจบ้านเราทรุดตัวขาดสภาพคล่องอาจอยู่ได้แค่ 8 เดือน แล้วจำต้องทยอยปลดคนงานล็อตใหญ่ออก

ล่าสุดผลสำรวจความคิดเห็นประเด็นธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจสภาพคล่องและสถานภาพธุรกิจไทย โดยสำรวจจากภาคธุรกิจ ภาคเกษตร การค้า บริการ และการผลิต ระหว่างวันที่ 26-31 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 74.9% ระบุว่าขาดสภาพคล่องทางธุรกิจ ส่วนอีก 25.1% ไม่ขาดสภาพคล่อง โดยมีสาเหตุมาจากยอดคำสั่งซื้อลดลงมากที่สุดถึง 92.9% รองลงมา มีปัญหาหลักทรัพย์ค้ำประกัน 5% แหล่งเงินกู้ไม่ปล่อยสินเชื่อ 1.5% และลูกค้าไม่จ่ายค่าสินค้า 0.6% สำหรับวิธีแก้ปัญหา ส่วนใหญ่ใช้กำไรสะสม รองลงมาคือ ขอสินเชื่อจากธนาคารอื่นๆ เจรจาขอผ่อนผันชำระหนี้ หรือ ชำระหนี้เท่าที่มีอยู่ หยุดชำระหนี้ หรือเลิกกิจการ ภาคธุรกิจ ที่มีปัญหาขาดสภาพคล่อง โดยเฉลี่ยมีความสามารถประคับประคองธุรกิจได้เพียง 8.6 เดือนเท่านั้น โดยธุรกิจที่ขาดสภาพคล่องถึง 100% ได้แก่ อาหาร สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า โรงแรม และภัตตาคาร สุขภาพ (สปา นวด) ค้าส่ง และค้าปลีก

ภาคธุรกิจมองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณถดถอยต่อเนื่อง และปีนี้จะขยายตัวติดลบ 2% ถึงลบ 1% สอดคล้องกับคาดการณ์ของศูนย์ฯ ที่คาดขยายตัวติดลบ 2.8% ส่วนปี 53 จะดีขึ้น โดยภาคธุรกิจคาดขยายตัว ที่ 3-4% เช่นเดียวกับที่ศูนย์ฯ คาดขยายตัว 3-5% แต่ รัฐบาลต้องเร่งลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย การจ้างงาน และเร่งรัดให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐบาลปล่อยสินเชื่อให้มากขึ้น “หากในระหว่างนี้เศรษฐกิจไม่ฟื้น ประกอบกับธนาคารยังไม่ปล่อยสินเชื่อ ภาคธุรกิจซึ่งลดต้นทุนด้านต่างๆ อยู่แล้ว ก็จะเริ่มปลดพนักงานมากขึ้น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็จะเริ่มช้าออกไป และการส่งออก ทั้งปีคาดติดลบ 15%”

สำหรับผู้ประกอบการมีความสามารถผ่อนชำระหนี้ลดลง และเสี่ยงที่จะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพราะมีรายได้และกำไรจากการขายสินค้าลดลง ลูกค้าขอยืดเวลาการชำระค่าสินค้านานถึง 30-90 วัน และไม่สามารถขอสินเชื่อจากธนาคารได้ จึงต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหา เช่น ออกเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 6 เดือน ผ่อนปรนเกณฑ์ขอกู้ หรือประสานธนาคารยอมให้ผู้ส่งออกเอา L/C จากลูกค้าที่ขอยืดเวลาชำระเงินค่าสินค้ามาขึ้นเงินสดได้ทันที เพราะหากไม่สามารถแก้ปัญหาสภาพคล่องได้ ก็จะทยอยปลดคนงาน เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอด

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ภาคเอกชนเรียกร้องให้ผู้ที่ออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาล ยุติการกระทำใดๆ ที่จะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเพราะเศรษฐกิจโลกที่ทรุดตัวลงอย่างรุนแรงได้ส่งผลกระทบการส่งออกไทยลดลงไปแล้ว 25% ภาคการผลิตลดลง 30% ซึ่งเอกชนได้พยายามร่วมมือ และดิ้นรนกันอย่างเต็มที่ให้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศคลี่คลาย และรัฐบาลก็ดำเนินนโยบายให้บรรยากาศด้านการค้า การลงทุน รวมทั้งความเชื่อมั่นของประเทศดีขึ้น “ตอนนี้ทุกคนร่วมมือกันอย่างเต็มที่ แต่ในไทย กลับมีการใช้คำพูดที่รุนแรง ยั่วยุให้เกิดความแตกแยก เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศให้เลวร้ายลงไปกว่าเดิม กระทบความเชื่อมั่นด้านการลงทุน สิ่งที่ทุกภาคส่วนได้พยายามทุ่มเทลงมือลงแรงในการแก้ปัญหาก็จะเสียเปล่า ผลกระทบในด้านลบก็จะตกอยู่กับผู้ประกอบการไทย แรงงานไทย คนไทยทุกคน รวมไปถึงเศรษฐกิจและสังคมของประเทศทั้งหมด”

นายดุสิตกล่าวว่า บุคคลที่เป็นต้นเหตุของการบั่นทอน ควรจะใช้สติทบทวนและไตร่ตรองรอบคอบ ต้องมองประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ มิใช่ประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง และขอให้ระลึกว่า ทุกประเทศทั่วโลกกำลังจับตาดูไทยอย่างใกล้ชิด น่าละอายที่ทุกชาติเขาร่วมใจกันแก้ปัญหา แต่ไทยกลับสร้างปัญหาเพิ่ม “รัฐบาลชุดนี้พยายามที่จะบริหารประเทศเป็นอย่างดี มีมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจต่อเนื่อง และพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับนักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนไทย คนไทย รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งถือว่าทำงานอย่างหนัก และสอบผ่านการทำงาน ผมให้คะแนนนายกรัฐมนตรีเต็ม หากมีคะแนนเต็ม 10 ก็ให้ 10 หากเต็ม 100 ก็ให้ 100”

ด้านนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในขณะนี้ธนาคารกรุงเทพยังไม่ปรับประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ลงแต่อย่างใด โดยยังคงมองอยู่ที่ 0-ติดลบ 2% ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในปีนี้ในซีกของภาคธุรกิจจะต้องมีการปรับตัวกันมากขึ้น และการขับเคลื่อนจะมาจากปัจจัยภายในประเทศมากกว่าปัจจัยจากต่างประเทศ แต่ปัจจัยภายในประเทศที่จะเป็นแรงช่วยผลักดันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นง่าย ส่วนปัญหาในภาคการเมือง ถือเป็นส่วนหนึ่งที่กดดันเศรษฐกิจ แต่จะทำให้แย่มากแค่ไหนก็ต้องดูความขัดแย้งว่าจะมีความรุนแรงขนาดไหน (ไทยรัฐ, ฉบับวันที่ 3 เมษายน 2552)

ฟังเรื่องเครียดๆ มาเยอะแล้ว มาพักสมองด้วยเรื่องดีๆ ที่เว็บไซท์ TopScholar.org ของเราได้จัดเตรียมไว้สำหรับท่านผู้อ่านกันบ้างดีกว่าค่ะ เพราะตอนนี้ทางทีมงานเขาได้นำผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์กับทาง บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด มาเผยแพร่กัน ผู้เขียนขอนำตัวอย่างความน่าสนใจของผลงานดังกล่าวมาเล่าให้ฟังกันนะค่ะ อาทิ เรื่อง “อิหร่าน ใครว่าไม่น่าไป” โดย ผศ.ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร, เป็นเรื่องราวที่ท่านอาจารย์ถ่ายทอดประสบการณ์การเดินในประเทศอิหร่าน ซึ่งระหว่างการเดินทางได้เก็บเกี่ยวข้อมูลทั้งวิถีการดำเนินชีวิต สถานที่สำคัญๆ และวัฒนธรรมประเพณีของประเทศนี้ อีกทั้งเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ท่านก็ได้นำมาเล่าสู่กันฟังเพิ่มอรรถรสในการอ่านสารคดีท่องเที่ยวให้สนุกยิ่งขึ้น, เรื่อง “Advanced Geomorphology” โดย ผศ.ดร.มนตรี ชูวงษ์, เรื่อง “เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม” โดย ผศ.ดร.สมพจน์ กรรณนุช ฯลฯ ซึ่งผลงานเหล่านั้นล้วนแล้วแต่สวยงามและมีคุณภาพ ท่านผู้อ่านสามารถคลิกดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน้าเว็บไซท์ค่ะ นอกจากนี้คอลัมน์อื่นๆ ก็อัดแน่นด้วยสาระความรู้ไม่แพ้กัน เช่น คอลัมน์ชวนคิดชวนอ่าน คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ เป็นต้น หากท่านผู้อ่านสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก็อย่าลืมติดตามกันได้ที่เว็บไซท์ของเรานะค่ะ ก่อนจากกันในสัปดาห์นี้ท่านผู้อ่านที่มีข้อแนะนำดีๆ ให้กับเว็บไซท์ของเราก็ส่งข้อความเหล่านั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org นะค่ะ….สวัสดีค่ะ

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

คมนาคมยืนกราน “สนามบินเดียว”

มีนาคม 24, 2009

“อย่าตั้งใจกับคน 1 คนมากเกินไป เพราะไม่มีใครอยากเป็นต้นเหตุของความล้มเหลว
อย่าคาดหวังกับ คน 1 คนมากเกินไป เพราะไม่มีใครสามารถเป็นทุกอย่าง ที่ทุกคนอยากให้เป็น
อย่าให้เวลากับคน 1 คนมากเกินไป เพราะไม่ว่าใครก็อยากมีช่วงเวลาของความเป็นส่วนตัว… คนเดียว ….
อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคน 1 คนมากเกินไป เพราะนั่นจะทำให้เค้าไม่หลงเหลือความเป็นตัวของตัวเอง
อย่าควบคุมชีวิตคน 1 คนมากเกินไป เพราะมนุษย์มักจะหาวิธีการแทรกตัว เพื่อออกมาจากกฎที่ถูกกำหนด
อย่าบีบบังคับคน 1 คนมากไปกว่านี้ เพราะถ้าคนๆ นั้น หลุดจากภาวะบีบบังคับมาได้ คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกหันหลังให้ในทันที”

Editor Talk สัปดาห์นี้ขอเปิดคอลัมน์ด้วยคำคมดีๆ ที่แฝงปรัชญาชีวิตและให้แง่คิด กับการเรียนรู้บางสิ่งบนโลกใบนี้กันค่ะ จากข้อความข้างต้นเขากำลังสื่อให้เราทราบว่าการที่เราต้องการจะรู้จักใครสักคน ต้องการมิตรภาพที่ยั่งยืน เราต้องหัดเรียนรู้ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงเขา เหมือนการอยู่ร่วมกันในสังคมเราต้องรู้จักแบ่งปันความรู้สึกกัน เพราะคงไม่มีใครพอใจในความเป็นเราทั้งหมด เช่นเดียวกับการที่เราเองก็มิอาจพอใจใครบางคนไปซะทุกอย่าง ทุกสิ่งอยู่ได้เพราะทุกคนรู้จักที่จะเรียนรู้และปรับสมดุลนั่นเอง เฉกเช่นเดียวกับข่าวสารที่จะนำมาฝากกันนี่ล่ะค่ะ เพราะปัญหาการใช้สนามบินเดียว หรือ สนามบิน 2 แห่งนั้น เป็นประเด็นที่ถกเถียงเพื่อหาข้อสรุปให้ลงตัวกันทุกๆ ฝ่าย ทั้งหน่วยงานที่ดูแลควบคุม ผู้ประกอบการ ตลอดจนผู้ใช้บริการเองก็ตาม เพราะต่างก็ต้องการหาข้อยุติที่ชัดเจน และล่าสุดได้ความคืบหน้าจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่สัมภาษณ์นายสุรชัย ธารสิทธิ์พงษ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณากำหนดแนวทางเกี่ยวกับนโยบายการเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคของไทยจะให้ใช้สนามบินเดียวหรือสองสนามบินว่า ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานด้านการบินที่เกี่ยวข้องและบริษัท การบินไทยจำกัด (มหาชน) โดยกระทรวงคมนาคมมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะใช้สนามบินเดียว คือสนามบินสุวรรณภูมิ โดยจะเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ภายในวันที่ 27 มี.ค.นี้ หลังจากนั้น จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจภายในวันที่ 1 เม.ย. 52

อย่างไรก็ตาม จากการประมวลวิเคราะห์ ข้อมูลทั้งผลดี และเสียได้ข้อสรุปตรงกันว่าการเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคเอเชียจะต้องยึดหลักสนามบินเดียว ซึ่งสนามบินสุวรรณภูมิมีขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศได้ถึง 45 ล้านคนต่อปี ขณะนี้มีปริมาณผู้โดยสารรวมทั้งหมดประมาณ 40 ล้านคนต่อปี แสดงให้เห็นว่าสนามบินสุวรรณภูมิยังมีขีดความสามารถรองรับได้อีกหลายปี และระหว่างรอแผนการขยายอาคารผู้โดยสารเพิ่มเติมเพื่อให้รองรับได้ถึง 65 ล้านคน ต่อปีในระยะถัดไป

ส่วนการอ้างถึงในหลายประเทศที่ใช้สนามบินหลายแห่ง เนื่องจากประเทศเหล่านั้นจะมีข้อจำกัด เพราะสนามบินแห่งเดิมจะเต็มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารซึ่งแตกต่างจากสนามบินสุวรรณภูมิที่รองรับได้เพียงพอ

นอกจากนี้การใช้ 2 สนามบิน จะมีผลกระทบต่อ ต้นทุนการบริหารจัดการทางด้านการบิน แต่ยอมรับว่าเป็นความสะดวกของผู้โดยสาร แต่ในธุรกิจการแข่งขันด้านการบินต้องคำนึงถึงการลงทุนของผู้ประกอบการ ซึ่งจุดยืนของกระทรวงคมนาคมขณะนี้คงจะต้องเสนอให้ใช้เพียงสนามบินเดียว เพราะได้พิจารณาเห็นว่าเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

ทั้งนี้ ในที่สุดทุกเที่ยวบินจะต้องย้ายกลับไปใช้ที่สนามบินสุวรรณภูมิหลังจากที่ปรับเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารอย่างเต็มที่ ทำให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องพยายามและชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนว่าต้องแยกเรื่องการบริหารจัดการด้านการบิน ซึ่งเป็นหน้าที่ของสายการบิน หรือบริษัทการบินไทยต้องตัดสินใจ กับนโยบายการใช้สนามบิน เพราะมีผลกระทบกับหลายฝ่ายทั้งสายการบินและผู้บริหารสนามบินรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายปิยะพันธ์ จำปาสุต ประธานคณะกรรมการบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่า ขณะนี้ ทอท. ได้เตรียมพร้อมในการรองรับเที่ยวบินภายในประเทศของสายการบินที่จะย้ายกลับไปใช้สนามบินสุวรรณภูมิ มีการเพิ่มจำนวนห้องน้ำ เพิ่มรถเข็นอีก 2,000 คัน โดยยืมจากสนามบินดอนเมือง เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนรถเข็นในขณะนี้ และสนับสนุนนโยบายการใช้สนามบินเดียว เพราะจำนวนเที่ยวบินยังสามารถรองรับได้ในชั่วโมงเร่งด่วนรองรับได้สูงสุดถึง 76 เที่ยวบินต่อชั่วโมง แต่ปัจจุบันเฉลี่ยที่ 48 เที่ยวบินต่อชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้น จำนวนเที่ยวบินที่จะเพิ่มขึ้นอีก 23 เที่ยวบินต่อวัน จะสามารถบริหารจัดการได้อย่างแน่นอน

ซึ่งในอนาคตหากมีปริมาณผู้โดยสารที่มากขึ้น ทอท.มีแผนที่จะขยายอาคารผู้โดยสารสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศอยู่แล้วยังสามารถรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มอีก 15 ล้านคนต่อปี รวมทั้งมีแผนที่จะขยายรันเวย์ที่ 3 อีกด้วย

พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัทการบินไทย กล่าวว่า วันที่ 29 มี.ค.นี้ การบินไทยจะย้ายเที่ยวบินภายในประเทศกลับไปใช้สนามบินสุวรรณภูมิอย่างแน่นอน เพื่อป้องกันความสับสนของผู้โดยสารที่จะมาใช้บริการ ส่วนนโยบายว่าจะใช้สนามบินเดียวหรือสองสนามบินเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องตัดสินใจและกำหนดให้เกิดความชัดเจนและไม่ เปลี่ยนไปมาเพราะจะทำให้เกิดความสับสนได้

การที่ ทอท.จำเป็นต้องยืมรถเข็นกระเป๋าสัมภาระจากสนามบินดอนเมืองไปใช้นั้น เนื่องจากยังมีปัญหาข้อพิพาทอยู่กับบริษัท TAGS ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานจัดหารถเข็นในสนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากบริษัทดังกล่าวไม่สามารถจัดหารถเข็นให้ ทอท.ได้ครบตามสัญญาเนื่องจากอ้างว่าถูกโจรกรรม ทำให้บอร์ด ทอท.สั่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบ และจำเป็นต้องแก้ขัดด้วยการยืมรถเข็นจากสนามบินดอนเมืองไปใช้

จบประเด็นข่าวมาว่ากันต่อเรื่องราวทางวิชาการ ที่ทางทีมงาน TopScholar.org ได้จัดเตรียมเพื่อนำเสนอต่อท่านผู้อ่านกันนะค่ะ เพราะล่าสุดได้มีการตั้งประเด็นโหวตคะแนนในคอลัมน์ TopScholar Poll ถึงปัญหาด้านการศึกษาไทยในปัจจุบันว่าประสบกับปัญหาด้านใดมากที่สุด เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเราที่เป็นส่วนหนึ่งในสังคมได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นกันค่ะ

นอกจากนี้ในคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านกับบทความเรื่อง “ความลำเอียงของรัฐไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจ (ตอนที่ 1) ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวการพัฒนาเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน และที่พลาดไม่ได้กับผลงานทางวิชาการที่ตีพิมพ์ออกมาใหม่กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด เพราะผลงานที่ออกมาแต่ละชื่อเรื่อง หรือแต่ละเล่มนั้น ให้สีสันและมีดีไซน์ที่สวยงาม เนื่องด้วยทางผู้จัดพิมพ์ใช้หมึกพิมพ์ที่ทำมาจากถั่วเหลือง วัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติและให้ผลงานที่น่าพอใจ อีกทั้งมีทางเลือกสำหรับผู้บริโภคด้วยกระดาษดีมีคุณภาพอย่าง มิโดริกรีนเปเปอร์ กระดาษรักษ์สุขภาพถนอมสายตา เพราะเมื่อเวลาอ่านผู้อ่านจะสัมผัสได้ถึงความผ่อนคลายสายตากว่าการอ่านกระดาษธรรมดาทั่วไป ที่กล้าพูดเช่นนี้ เพราะว่าผู้เขียนไปเห็นมากับตา สัมผัสมากับมือแล้วซิค่ะ ถ้าไม่มีข้อมูล… ไหนเลยผู้เขียนจะกล้าคุย… ก่อนจากกันไป ขอฝากสำหรับท่านใดที่มีคำแนะนำ หรือข้อติชมดีๆ สามารถส่งมาได้ที่ editor@topscholar.org นะค่ะ สวัสดีค่ะ

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

ภูเก็ต-สมุยคลายมนต์ขลัง ธุรกิจท่องเที่ยวไทยแห่ ลดราคา 20% หนีตาย

มีนาคม 16, 2009

กลับมาพบกันเป็นประจำทุกๆ สัปดาห์กับ Editor Talk และเป็นที่แน่นอนว่าการกลับมาแต่ละครั้งนั้นไม่สามารถกลับมามือเปล่าได้ ต้องมีข่าวสารน่ารู้ติดไม้ติดมือมาฝากกัน สำหรับสัปดาห์นี้ผู้เขียนไม่ขอพูดพร่ำทำเพลงมากนัก ขอหยิบยกเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจบ้านเรามานำเสนอกัน โดยเฉพาะธุรกิจการท่องเที่ยวของไทยที่ปีนี้ได้รับผลกระทบอย่างแรงกับสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าธุรกิจประเภทนี้เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างมหาศาล แต่กลับมาสะดุดหยุดชะงักเพราะปัญหาดังกล่าว จึงทำให้ทุกวันนี้เราต้องก้มหน้ารับกรรมแก้ปัญหากันต่อไป

ล่าสุดกับงานไอทีบีปีนี้กร่อยสนิท ผู้ประกอบการไทยกลืนเลือดลดราคา 20% หนีตาย แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม อาทิ สมุย ภูเก็ต คลายมนต์ขลัง เชียงใหม่เจอปัญหาหมอกควัน ผู้ประกอบการวอนรัฐบาลไทยสร้างความเชื่อมั่นทางการเมือง และดึงลูกค้าต่างชาติด่วน…

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้สัมภาษณ์ ถึงผลการเข้าร่วมงาน International Tourismus Borse : ITB 2009 ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ว่า จากการเยี่ยมชมบูธของ ททท. และผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยที่เข้าร่วมงาน พบว่ากรณีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นอุปสรรคหลักของธุรกิจท่องเที่ยวไทยแต่เป็นเพราะวิกฤติเศรษฐกิจที่ลุกลามไปทั่วโลก ส่งผลให้ธุรกิจท่องเที่ยวแข่งขันกันดุเดือดมีการเจรจาต่อรองลดราคากันมาก ผู้ประกอบการต้องยอมลดราคาในระยะสั้นๆ เพื่อดึงลูกค้า

สำหรับการมาร่วมงาน ITB ปีนี้ ถือว่ามีความจำเป็นมากสำหรับประเทศไทย เพื่อรักษาฐานลูกค้าเอาไว้ แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว ซึ่งประเทศไทยก็หนีไม่พ้นและต้องได้รับผลกระทบตามไปด้วย แต่ก็ต้องพยายามที่จะดึงนักท่องเที่ยวให้กลับมาเที่ยวประเทศไทย คาดว่าปีนี้ยอดนักท่องเที่ยวคงทำได้ตามเป้าหมาย 14 ล้านคน แต่รายได้คงไม่ถึง 505,000 ล้านบาท

ปีนี้ ททท. ได้วางแผน การตลาดท่องเที่ยว โดยจะเน้นทำการตลาดแบบเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวมากขึ้น เช่น นักท่องเที่ยวอังกฤษ จะเน้นกลุ่มที่ยังมีศักยภาพ หรือเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ยังมีกำลังซื้อดี ไม่ค่อยได้รับผลกระทบ หรือได้รับผลกระทบน้อยจากวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐฯ เช่น ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ รัสเซีย สแกนดิเนเวีย หรือกลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ๆ เช่น สเปน เป็นต้น

ในส่วนงานปีนี้พบว่าผู้ซื้อมาร่วมงานบางตากว่าปีก่อน ผู้ประกอบการต้องลดราคาขายลงมา โดยเฉลี่ยปรับลดราคาลง 20% เนื่องจากผู้ซื้ออ้างเหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าอีกต่อหนึ่ง ภาวะเศรษฐกิจโลกมีผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง เหมือนกับทุกๆประเทศที่พึ่งพารายได้หลักจากการท่องเที่ยว แต่การปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยต้องลดราคาลงทุกราย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม อาทิ เกาะสมุย หรือ จ.ภูเก็ต ขณะที่ จ.เชียงใหม่ ก็ได้รับผลกระทบที่รุนแรง และขณะนี้ จ.เชียงใหม่ ยังเผชิญกับปัญหาหมอกควัน ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง

อีกทั้งผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายใหม่ๆ ที่เพิ่งเข้ามาสู่ธุรกิจท่องเที่ยวก็ยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะจะหาลูกค้าได้ยาก จึงอยากให้ ททท. ช่วยเป็นแกนหลักในการบุกตลาดลูกค้านักท่องเที่ยวใหม่ๆ เช่น อเมริกาใต้ แอฟริกาใต้ สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมาชดเชยยอดที่หายไป

สำหรับงาน ITB ปีนี้ มีการเจรจาต่อรองลดราคากันหลายรายตั้งแต่ 5-10% เพราะวิกฤติเศรษฐกิจโลก ทำให้กำลังซื้อหดตัว ดังนั้น การคาดหวังเรื่องยอดขายที่เป็นมูลค่าคงทำได้ยาก แต่จำนวนยอดนักท่องเที่ยวคงเป็นไปตามเป้าที่ ททท. วางไว้ อีกทั้งการเจรจาซื้อขายทัวร์ระหว่างลูกค้ากับผู้ประกอบการไทยก็เป็นการเจรจาซื้อขายระยะสั้นเพียง 3-4 เดือนข้างหน้า แตกต่างจากปกติยอดจองซื้อขายทัวร์จะเป็นการซื้อขายกันเป็นโปรแกรมระยะยาวถึงปีหน้า

“กรณีดังกล่าวทำให้ไม่สามารถชี้วัดได้ว่า ธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศไทยจะฟื้นตัวได้หรือไม่ ส่วนแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุด ในปีนี้ ยังคงเป็นสมุย ภูเก็ต ขณะที่พัทยาและเชียงใหม่ไม่ค่อยได้รับความสนใจ เนื่องจากตลาดลูกค้าหลักๆ ของพัทยาและเชียงใหม่ คือญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งยังไม่สามารถทำใจรับได้กับการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ”

หลังจากนี้รัฐบาลไทยจะต้องเตรียมแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวให้มากขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการทุ่มงบโฆษณา เพื่อแข่งขันกับประเทศอื่นๆ โดยการเจาะตรงไปถึงผู้บริโภคในแต่ละประเทศมากขึ้น และต้องเร่งสร้างเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศให้ได้

ในฐานะที่ผู้เขียนก็เป็นคนไทยคนหนึ่งก็ขอฝากท่านผู้อ่านด้วยนะค่ะว่า ไม่ใช่เราจะรอความช่วยเหลือจากรัฐบาล หรือจะรอให้ชาวต่างชาติมาเที่ยวเพื่อนำเข้าเม็ดเงินของเขาเพียงอย่างเดียว เราคนไทยทุกคนก็สามารถช่วยประเทศได้ด้วยการช่วยกันกินของไทย ใช้ของไทย เที่ยวในเมืองไทย และอุดหนุนสินค้าไทย เพื่อมิให้เงินไทยรั่วไหลออกนอกประเทศกันนะค่ะ

จบเรื่องข่าวสารมาว่ากันต่อเรื่องความรู้วิชาการที่ได้นำเสนอบนหน้าเว็บไซท์ TopScholar.org กันบ้างดีกว่าค่ะ เพราะล่าสุดทางทีมงานได้นำผลงานวิชาการที่ได้ตีพิมพ์จาก บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด มาอัพเดทเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษากัน สำหรับผลงานที่นำมาเสนอนั้นได้มีการออกแบบรูปเล่ม อีกทั้งใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค ตรงนี้ผู้เขียนขอยืนยันเลยค่ะว่าคุณภาพจริงๆ ก็เพราะว่าผู้เขียนได้เห็นผลงานเหล่านั้นมาด้วยตาของตนเองแล้วซิค่ะ เชื่อหรือไม่ค่ะว่าหนังสือที่ผลิตด้วยกระดาษมิโดริกรีนเปเปอร์นั้น เวลาได้อ่านนั้นรู้สึกสบายตากว่ากระดาษทั่วไปมาก เหมาะสำหรับผลงานที่เป็นทางด้านวิชาการมากๆ ค่ะ

นอกจากผลงานวิชาการที่นำเสนอแล้วนั้น ในส่วนคอลัมน์อื่นๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เช่น คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการซึ่งตอนนี้เป็นคิวของ ผศ.ดร.มนตรี ชูวงษ์ ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับพิบัติภัยธรรมชาติอย่างสึนามิ หรือจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่ตอนนี้ได้นำบทความเรื่อง “ความลำเอียงของรัฐไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจ (ตอนที่ 1)” ซึ่งสามารถถ่ายทอดเรื่องราวความแตกต่างในการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรมไว้อย่างน่าสนใจ ถ้าอยากทราบว่าน่าสนใจเพียงใดนั้นสามารถติดตามชมได้จากเว็บไซท์ของเรานะค่ะ …อ้อ! ที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ หากท่านใดมีข้อแนะนำเว็บไซท์ของเราสามารถส่งความคิดเห็นเหล่านั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ต้องลากันไปก่อนนะค่ะ สวัสดีค่ะ

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

นม…เน่า!

มีนาคม 10, 2009

อากาศร้อนๆ แบบนี้เรื่องอาหารการกินเป็นสิ่งที่ควรจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะหากรับประทานอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าไม่พิจารณาถึงความสะอาดและถูกสุขลักษณะ อาจเป็นต้นเหตุของโรคต่างๆ มากมาย เช่น ท้องเสีย ท้องร่วง หรืออาจถึงขั้นอาหารเป็นพิษกันเลยทีเดียว

วันนี้ก่อนนำผู้อ่านเข้าสู่ประเด็นข่าวของเรา ผู้เขียนมีเคล็ดลับการดูแลร่างกายมาฝากกันค่ะ บรรยากาศร้อนรุ่ม ออกแดดเมื่อไร เป็นต้องวูบวาบแสบผิว พาลปวดหัว หน้ามืด สุดท้ายก็เป็นลมไปดื้อๆ ทราบหรือไม่ค่ะ ที่เป็นแบบนั้นเพราะ อุณหภูมิสูงขึ้นเป็นสาเหตุให้ความดันในร่างกายเราสูงตามไปด้วย จึงทำให้ร่างกายผิดปกติ เกิดอาการปวดหัว และหน้ามืด ตามมา

วิธีการดูแลและป้องกันสุขภาพของเราให้ห่างไกลจากภาวะดังกล่าว ง่ายนิดเดียวกับสมุนไพรใกล้ตัว เช่น ใบสาระแหน่ ที่มีสารช่วยในการคลายความร้อนให้กับร่างกาย อีกทั้งช่วยในเรื่องของการปรับสมดุลทำให้ความดันในร่างกายมีภาวะปกติในสภาพอากาศเช่นนี้ ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว มื้อต่อไปลองสั่งอาหารจานโปรดที่มีใบสาระแหน่เป็นส่วนประกอบในเมนูกันดูนะ ใส่ใจร่างกายสักนิดเพื่อชีวิตที่สมบูรณ์กันนะค่ะ

และข่าวที่จะนำมาเสนอในวันนี้ก็เข้ากับบรรยากาศซะเหลือเกิน กับนมบูดแต่ดูอย่างไรก็อาจจะไม่ใช่เพราะอากาศอย่างเดียวแน่นอน ไม่น่าเชื่อว่านมโรงเรียนที่เป็นโครงการช่วยเด็ก ช่วยอนาคตของชาติ จะถูกนำมาเป็นสะพานสานต่อของคนที่เห็นแก่ตัว โลภไม่ลืมหูลืมตา ซึ่งความเป็นจริงแล้วปัญหานมโรงเรียนนั้นไม่มีอะไรซับซ้อนเลย แต่มีคนคิดทำให้ซับซ้อนเพื่อผลประโยชน์ เลยทำให้เป้าหมายของโครงการนมโรงเรียนที่ต้องการให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นถูกบิดเบือน การแก้ปัญหาเลยยุ่งยากและซับซ้อนตามไปด้วย

ดร.วิสิฐ เป็นผู้ทำการศึกษาวิจัยปัญหานมโรงเรียน เมื่อปี 2543 ให้กับสำนักงานประถมศึกษาแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหานมบูด นมเน่า และเกษตรกรเอานมมาเททิ้ง เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งความซับซ้อนของปัญหามาจาก…ที่ผ่านมา ฝ่ายนโยบายใช้โครงการนมโรงเรียนไปในหลายเป้าหมาย แจกจ่ายกระจายผลประโยชน์ให้กับบุคคลหลายฝ่ายมากเกินไป หากโครงการนมโรงเรียนมีเป้าประสงค์เดียว เพื่อให้เด็กได้ดื่มนม และเติบโตสู้เขาได้ ก็สามารถดำเนินการง่ายๆ โดยซื้อนมหลายรูปแบบมาให้เด็กดื่มได้ ซึ่งใช้งบประมาณไม่มากนัก นมผง นมกล่อง นมถุง นมข้นจืด มีคุณค่าทางโภชนาการช่วยให้เด็กเติบโตได้เท่ากัน… ต่างกันแค่ราคา นมกล่องยูเอชทีแพงสุด นมผงถูกสุด

แต่การซื้อนมผงมาชงให้เด็กดื่มมีปัญหา… เกษตรกรเลี้ยงโคนมขายน้ำนมดิบไม่ได้ วัตถุประสงค์ของโครงการเพิ่มมาอีก 1 อย่าง รูปแบบการแก้ปัญหาเริ่มยุ่งยากมากขึ้นอีกเปราะ เท่าที่ผ่านมาโครงการนมโรงเรียน ไม่ได้มีเป้าหมายแค่เพื่อเด็กและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเท่านั้น ยังมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงตามมา เพื่อกลุ่มผู้ผลิตถุงนม ผู้ผลิตกล่องนม บริษัทขนส่ง ปัญหาจึงซับซ้อนขึ้นไปอีก ทั้งนี้ยังไม่นับเพื่อให้นักการเมืองระดับชาติ ข้าราชการระดับสูง นักการเมืองท้องถิ่น ข้าราชการระดับล่าง ได้ค่าหัวคิวตามขนบธรรมเนียมราชการไทย ในเมื่อทุกฝ่ายต่างต้องการประโยชน์จากโครงการนมโรงเรียน…ง บประมาณที่ส่งลงไปซื้อนมให้เด็กดื่ม เลยกระจายตกหล่นไปอยู่ที่ต่างๆ เป็นปัญหาให้เห็นในวันนี้

การจะหยุดปัญหาควรลดเป้าประสงค์ของโครงการลงมาให้เหลือน้อยที่สุด จัดการซื้อขายแบบโดยตรง ลดคนกลางไปให้หมด เหลือแค่ผู้ผลิตถึงตรงยังเด็กเลย เป้าหมายของโครงการเหลือแค่ให้นักเรียนได้ดื่มนม การจัดการจะง่าย แต่จะให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ได้ผลประโยชน์จากการขายนมด้วย จะต้องใช้วิธีพบกันคนละครึ่งทาง ไม่ใช่ให้เกษตรกรขายนมทั้งหมด เพราะจะมีปัญหานมบูด นมเน่า ไม่มีนมให้เด็กดื่มตามมาอีก ให้เกษตรกรได้สิทธิขายนมให้โรงเรียนฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะเกษตรกรไม่สามารถส่งนมได้ครบทุกโรงเรียน และมีโรงเรียนในหลายพื้นที่ ไม่มีการเลี้ยงโคนมและผลิตนมพาสเจอไรซ์ ครั้นจะให้โรงงานนมที่อยู่ห่างไกลมาส่ง ปัญหานมบูดเน่าก็ตามมาอีก เพราะนมพาสเจอไรซ์อยู่ได้ไม่นาน ขนส่งไม่ดีมีปัญหาเน่าบูดได้ง่าย พื้นที่ไหนมีการเลี้ยงโคนม ก็ควรให้ซื้อนมจากเกษตรกร พื้นที่ห่างไกลก็ควรให้ทางโรงเรียนจัดซื้อหากันเองว่าจะเอานมแบบไหน มีงบประมาณมากก็จัดเป็นนมกล่องไป อยู่ห่างไกลขนส่งลำบากก็ควรให้ซื้อนมผง

ส่วนที่กลัวกันว่า ถ้าซื้อนมผง ปัญหาจะกลับสู่ระบบเดิมเกษตรกรจะขายน้ำนมไม่ได้ จะเอานมมาเททิ้งนั้น ประเทศไทยอากาศร้อน อะไรก็เน่าเสียง่าย เลี้ยงวัวพื้นที่ห่างไกล รีดนมเสร็จ รีดกันแบบชาวบ้าน กว่ารถจะมารับน้ำนม กว่าน้ำนมดิบจะถึงโรงงานใช้เวลาหลายชั่วโมง เชื้อจุลินทรีย์นมบูดที่ปนเปื้อนมาตอนรีดเติบโตและขยายพันธุ์อยู่ในถังนมตลอดเวลา

มาถึงโรงงานยูเอชที ตรวจวัดคุณภาพนมไม่ผ่านเกณฑ์ความสะอาด โรงงานไม่รับซื้อ เพราะมีเชื้อบูดมากเกินกว่าจะทำเป็นนมยูเอชทีได้ ก็ต้องเททิ้งอยู่ดี เพราะฉะนั้นนมโรงเรียนมีเป้าประสงค์จะทำเพื่อเด็กๆ… ก็ขอให้ทำเพื่อเด็กจริงๆ อย่าเอาความละโมบ โลภและยากจนมาบังหน้าทำให้เด็กเดือดร้อนอีกเลย….

จบจากเรื่องนมๆ มาชมหน้าเว็บไซท์ของ www.topscholar.org กันบ้างนะค่ะ เนื่องจากตอนนี้ทางทีมงานได้มีการอัพเดรทข้อมูลใหม่ๆ ที่ล้วนแล้วเกี่ยวข้องกับความรู้วิชาการทั้งสิ้น ตัวอย่างของคอลัมน์ที่น่าสนใจ ได้แก่ คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการที่ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ มาถ่ายทอดความรู้กันอย่างถึงพริกถึงขิง หรือจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่รวมบทความวิชาการที่เป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านอย่างมาก ถ้าท่านผู้อ่านสนใจสามารถคลิกดูได้ตามที่อยู่ข้างต้นค่ะ หากมีข้อคิดและคำแนะนำดีๆ ส่งมาหาเราที่ editor@topscholar.org นะค่ะสำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

ปิดฉากงดงาม…. สุดยอดผู้นำอาเซียนซัมมิท

มีนาคม 4, 2009

“ร้อน…ร้อน…ร้อน” ช่วงนี้ไม่ว่าจะไปที่ไหน เราก็จะได้ยินคนรอบข้างบ่นกันเสียงขม ด้วยอากาศที่ร้อนระอุและชวนให้หงุดหงิดรำคาญใจ จึงต้องทำให้ใครหลายๆ คนมองหาวิธีการดับร้อน ไม่ว่าจะเป็นของกินที่เย็นจับใจ อยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ อยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ หรือไปเที่ยวชายทะเล น้ำตก ภูเขา ฯลฯ ทำอย่างไรก็ได้ให้อุณหภูมิในร่างกายนั้นลดลง อากาศร้อนอย่างนี้ นอกจากจะมีผลต่อร่างกายแล้ว จิตใจของเราก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน บางครั้งร้อนจนหงุดหงิดอารมณ์เสียไปซะทุกเรื่อง ไม่ว่าใครจะทำอะไรก็ดูขัดหูขวางตาแบบไร้เหตุผล ไม่เชื่อก็ลองสังเกตจากคนรอบข้างก็ได้ค่ะ ถ้าเรารู้แบบนี้แล้ว ก็มาช่วยกันลดดีกรีความร้อนรุ่มในอกด้วยการหันมาเอาใจเขามาใส่ใจเรา มองทุกอย่างไปในแง่บวก ก่อนจะทะเลาะกันนับหนึ่งถึงสิบให้ใจเราเย็นก่อน แล้วค่อยพูดออกมาก็คงไม่สายเกินไปใช่ไหมค่ะ เพราะถ้าต่างคนต่างร้อนคงหาความลงตัวไม่ได้แน่นอน

สำหรับข่าวที่ผู้เขียนจะนำเสนอในวันนี้เป็นอะไรที่ลงตัวสวนกระแสกับบรรยากาศบ้านเราเลยทีเดียว เพราะการประชุมอาเซียน ซัมมิท ในวันที่ 1 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา ได้ปิดฉากไปอย่างสวยงาม!

โดยเวลา 08.30 น. การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (อาเซียนซัมมิท) ครั้งที่ 14 ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี บรรดาผู้นำอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้หารือร่วมกันอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ ได้มีการหารือปัญหาของอาเซียนในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจโลก การดูแลสิทธิมนุษยชน และปัญหาสิทธิเสรีภาพในสหภาพพม่า ปัญหาภูมิอากาศที่ เปลี่ยนแปลงทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน ปัญหาเขตแดน ภัยธรรมชาติ ความมั่นคงของมนุษย์และอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นต้น

จากนั้นเวลา 11.15 น. จะมีการลงนามร่วมกันในปฏิญญาชะอำ-หัวหิน และแผนด้านต่างๆ โดยการลงนามปฏิญญาชะอำ-หัวหิน ว่าด้วยแผนงานสำหรับประชาคมอาเซียน ปี 2009-2015 นั้นผู้นำอาเซียนยังได้ให้การรับรองเอกสาร 6 ฉบับคือ แผนงานการจัดตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน แผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน แผนงานข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน ฉบับที่ 2 ค.ศ.2009-2015 ปฏิญญาร่วมว่าด้วยการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษในอาเซียน แถลงการณ์ว่าด้วยความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาคอาเซียน และแผนนโยบายบูรณาการความมั่นคงด้านอาหารของอาเซียน และแผนกลยุทธ์ความมั่นคงด้านอาหารของอาเซียนและแถลงการณ์ว่าด้วยวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินโลก นอกจากนี้ผู้นำอาเซียนยังจะเป็นสักขีพยานในการลงนาม 1 ฉบับคือ ความตกลงอาเซียนว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียม พร้อมกับรับทราบการลงนามเอกสาร 7 ฉบับ

เป็นครั้งแรกภายใต้กฎบัตรอาเซียน หัวข้อหลัก “กฎบัตรอาเซียนเพื่อประชาชนอาเซียน” โดยที่ประชุมได้ชื่นชมความก้าวหน้าของคณะทำงานระดับสูงว่าด้วยองค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน และได้ย้ำถึงความจำเป็นในการจัดสรรทรัพยากรอย่างพอเพียง รวมถึงงบประมาณและบุคลากรให้แก่สำนักเลขาธิการอาเซียนเพื่อบรรลุภารกิจที่เพิ่มขึ้นตามกฎบัตรอาเซียน อย่างไรก็ตาม ได้มีการหารืออย่างกว้างขวางเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินของโลกที่มีแนวโน้มจะตกต่ำอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงเน้นการเปิดกว้างทางการค้าทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก และยังเห็นพ้องในนโยบายเศรษฐกิจมหาภาค ในลักษณะการกระตุ้นเศรษฐกิจและประสานความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้น เพื่อยับยั้งวิกฤติการเงินโลก นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องที่จะร่วมมือกับกลุ่มจี 20 และชื่นชมที่อังกฤษเชิญไทยในฐานะประธานอาเซียนเข้าร่วมประชุมสุดยอดจี 20 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 2 เม.ย.นี้ด้วย

นอกจากนี้ที่ประชุมยังตระหนักถึงการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้งอาเซียนและประเทศคู่เจรจาอื่นๆ โดยเฉพาะการประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ในอนาคตอันใกล้นี้ รวมทั้งแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางด้านอาหารพลังงานอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะพลังงานที่ได้รับทราบความร่วมมือเพื่อที่จะรับประกันการเพิ่มพูนความมั่นคงและยั่งยืนของพลังงาน โดยอาศัยการทำให้มีความหลากหลายของทรัพยากร การพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรและใช้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังร่วมมือกันในบทบาทการช่วยเหลือด้านภัยพิบัติ ทั้งภัยธรรมชาติและโรคระบาด

ในวันเดียวกันนี้ ดาโต๊ะ ซรี อับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย แถลงข่าวภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 ว่า การประชุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และขอชื่นชมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย ที่ทำหน้าที่ประธานอาเซียนได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งนี้เพียง 3 เดือน โดยส่วนตัว ตนชื่นชอบนายกรัฐมนตรีของไทย เมื่อถามถึงการแก้วิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลก นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวว่า เห็นด้วยกับการต่อต้านการกีดกันทางการค้า เนื่องจากประสบการณ์จากปัญหาเศรษฐกิจที่ผ่านมาของมาเลเซียทำให้ทราบว่าอาเซียนต้องอยู่ด้วยกันจึงจะฝ่าฝันอุปสรรคไปได้ (www.thairath.co.th)

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะฟังข่าวคราวในสัปดาห์นี้ที่นำมาฝากกัน พอจะทำให้ท่านผู้อ่านคลายร้อนกันไปบ้างไหมค่ะ จากข่าวผู้เขียนเห็นด้วยนะค่ะที่การจะไปสู่เวทีโลกนั้นถ้าจะฉายเดี่ยวยืนหยัดเพียงประเทศเดียวคงเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าหลายประเทศในแถบทวีปเดียวกันผนึกกำลังนำจุดแข็งของแต่ละประเทศมาเป็นเกราะเพื่อที่จะก้าวไปสู่สากลจนกลายเป็นที่ยอมรับในสายตาชาวโลก ฝันนั้นคงไม่ไกลเกินเอื้อมหรอกค่ะ

จบข่าวแล้วเรามาว่ากันต่อกับการเคลื่อนไหวบนหน้าเว็บไซท์ topscholar.org ของเรานะค่ะ เพราะสาระความรู้ทางวิชาการจะถูกนำมาหมุนเวียนเปลี่ยนกันเพื่อเสนอแก่ท่านผู้อ่าน ล่าสุดได้มีการนำผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์จากบริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทที่คำนึงถึงผู้บริโภคเป็นสำคัญ ที่ผู้เขียนกล้าเขียนเช่นนี้ก็เพราะผู้เขียนทราบมาซิค่ะว่า บริษัทนี้เขาใช้วัตถุดิบในการผลิตที่ปลอดภัยและมีคุณภาพไม่เป็นภัยต่อชีวิต และไม่เป็นพิษต่อสังคมค่ะ เขาจะใช้หมึกพิมพ์ที่ทำมาจากถั่วเหลืองซึ่งมีประสิทธิภาพในการให้สีที่สดใสเหมือนภาพของจริงแต่มีการปนเปื้อนของสารเคมีน้อยมาก หรือแม้แต่ใช้กระดาษที่รักษ์สายตา รักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างกระดาษมิโดริกรีนเปเปอร์ ซึ่งเหมาะกับผู้ใช้ที่อยู่ในกลุ่มนักวิชาการอย่างท่านนี่ล่ะค่ะ เห็นหรือไม่ค่ะว่าบริษัทเขามีทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภคเสมอ ตัวอย่างผลงานวิชาการที่ผลิตจากวัตถุดิบเหล่านี้ ท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปดูได้บนหน้าเว็บไซท์ของเรานะค่ะ เพราะว่าทางทีมงานได้ทำการอัพเดรทเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้สาระดีๆ กับคอลัมน์อื่นๆ เช่น บทสัมภาษณ์จากนักวิชาการในศาสตร์สาขาวิชาต่างๆ บทความวิชาการจากนักเขียนหน้าใหม่แต่อัดแน่นไปด้วยสาระความรู้ ถ้าจะให้ผู้เขียนมานั่งบรรยายคงไม่หมดแน่ ถ้าท่านใดสนใจก็เข้าไปเยี่ยมชมด้วยตาตนเองดีกว่าค่ะ สุดท้ายหากท่านผู้อ่านต้องการจะติชมความขี้เมาท์ของผู้เขียน (หัวเราะ) หรือแนะนำอะไรดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อหน้าเว็บไซท์ของเราก็ส่งมาได้ที่ editor@topscholar.org นะค่ะ ทุกความเห็นคือกำลังใจในการทำงานค่ะ… ขอบคุณค่ะ

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

เรียนฟรี 15 ปี… ทางแก้ หรือ ทางตัน?

กุมภาพันธ์ 24, 2009

สัปดาห์หนึ่งผ่านไปเร็วเหลือเกิน เผลอแป๊บเดียวกลับมาพบกับท่านผู้อ่านกันอีกแล้วนะค่ะ เวลาผ่านไปเร็ว เรื่องราว หรือเหตุการณ์ ย่อมหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเช่นกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใกล้ตัวทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินช่วยเหลือค่าครองชีพ 2,000 บาท สำหรับผู้ที่มีประกันสังคม และเข้าข่ายตามกฏเกณฑ์ของประกันสังคมได้วางไว้ ซึ่งผลประโยชน์ในส่วนที่ประชาชนควรจะได้รับก็ควรจะชัดเจน และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย หรือแม้แต่ข่าวด้านการศึกษาที่มองดูเหมือนจะมีทางออกสำหรับผู้ด้อยโอกาส หรือมีทุนทรัพย์น้อย ให้สามารถได้รับโอกาสทางการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมกัน

แต่การให้ทุนเรียนฟรีถ้าไม่มีการจัดระบบ หรืองบประมาณ รวมทั้งกลุ่มเป้าหมายที่จะนำงบประมาณไปใช้ อาจจะกลายเป็นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ลงทุนแล้วสูญเปล่า หรืออาจทำให้มีผลกระทบต่องบประมาณส่วนอื่นๆ ได้ ดังที่นายพูลทรัพย์ ปิยะอนันต์ อดีตผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภาและอดีต ผอ.สำนักงานประมาณ ได้กล่าวไว้ในรายละเอียดว่า “แนวทางการจัดสรรงบประมาณประจำปีของรัฐบาลชุดต่างๆ ว่า จากการติดตามการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีของแต่ละรัฐบาลตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา รู้สึกเป็นห่วงมาก เนื่องจากงบประมาณส่วนใหญ่เป็นงบประจำ ซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากปี 2538 มีสัดส่วนงบประจำคิดเป็น 63% จนกระทั่งถึงปี 2552 เพิ่มขึ้นเป็น 77% และล่าสุดปี 2553 เพิ่มเป็น 80% ซึ่งเป็นจุดอันตราย ทั้งนี้ ตามหลักการแล้วจะต้องจำกัดงบประจำให้ไม่เกิน 75% เนื่องจากส่วนที่เหลือจะเป็นงบลงทุน เพื่อใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการพัฒนาคุณภาพด้านต่างๆ ดังนั้น การที่รัฐมีงบประจำในปี 2552 และ 2553 ตามสัดส่วนดังกล่าว จะทำให้เหลืองบสำหรับลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อย อาจทำให้ไม่ได้ผลและแก้ไขคนว่างงานไม่ได้ นอกจากนี้ภาครัฐจะต้องระมัดระวังการใช้เงินไปกับโครงการประชานิยม และโครงการการก่อสร้างต่างๆ เพราะจะสร้างภาระงบประจำที่ผูกพันตามมา เช่น หากมีการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ หรือการสร้างศูนย์ราชการใหม่ สิ่งที่ตามมาคืองบประจำด้านสาธารณูปโภคเป็นต้น งบเหล่านี้จะทำให้ตัวเลขงบประจำงอกเงยขึ้นมหาศาล และรัฐจะไม่มีเงินพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจประเทศ กว่าจะฟื้นตัวได้ประมาณปี 2554 ดังนั้น น่าเป็นห่วงว่ารัฐจะหาเงินจากที่ไหนมากระตุ้นเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ อดีต ผอ.สำนักงบฯ กล่าวต่อว่า สำหรับงบประมาณด้านการศึกษา ตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งรัฐบาลเตรียมใช้งบประมาณจำนวน 18,000 ล้านบาทนั้น ถือว่าสูงมาก เป็นภาระต่อรัฐและไม่เห็นด้วยที่จะให้ทุกคนฟรีเหมือนกันหมด หากจะดูแลถึงระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ก็น่าจะเพียงพอแล้ว โดยให้คนที่มีความสามารถในการจ่ายหรือคนที่มีฐานะดี ควรจะจ่ายเงินเอง ส่วนรัฐจะได้มีเงินเหลือพอที่จะดูแลคนยากจนได้อย่างทั่วถึง และยังมีเงินเพียงพอที่จะใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เช่น การอบรมครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ซึ่งเราขาดแคลน รวมทั้งควรมีเงินเพื่อจ้างครูเก่งๆ ให้ได้เงินเดือนสูงๆ จะได้ไม่สมองไหลไปอยู่กับภาคเอกชน เป็นต้น (www.thairath.co.th วันที่ 21 ก.พ. 2552)

เป็นไงบ้างค่ะ ท่านผู้อ่าน… ฟังแบบนี้แล้วรู้สึกหดหู่ใช่ไหมค่ะ เพราะอะไรๆ ในขณะนี้ซบเซาไปตามๆ กัน แต่ผู้เขียนก็ไม่อยากให้ผู้อ่านหมดกำลังใจ เพราะทุกอย่างมีขึ้นและมีลง ขอให้มองในแง่ดีนะค่ะ ว่าอุปสรรคและปัญหามีไว้ทดสอบผู้มีปัญญา ซึ่งคนธรรมดาๆ ไม่สามารถผ่านไปได้… จริงไหมค่ะ

จบจากสาระที่นำมาฝากกัน ก็ขอต่อด้วยการอัพเดรทเว็บไซท์ TopScholar.org ที่ตอนนี้มีอะไรใหม่ๆ และน่าสนใจไม่แพ้กันทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นบทสัมภาษณ์เรื่อง “การแกะรอยพิบัติภัยสึนามิ” โดย ผศ.ดร.มนตรี ชูวงษ์ ซึ่งใครจะคาดคิดว่าเกิดขึ้นในประเทศไทยมาแล้วเมื่อ 600 ปีก่อนที่เกาะพระงาม หรือแม้แต่คอลัมน์ชวนคิดชวนอ่าน คอลัมน์ที่เปิดโอกาสให้นักเขียนหน้าใหม่ได้แสดงฝีไม้ลายมือ การใช้สำนวนที่ชวนให้ผู้อ่านได้ติดตามกัน และจบด้วยคอลัมน์หนังสือวิชาการออกใหม่ ที่จัดพิมพ์กับโรงพิมพ์คุณภาพอย่าง บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เขียนแอบทราบมาว่า บริษัทนี้เขามีเสนอบริการใหม่ เปิดตัวกระดาษรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่า “มิโดริกรีนเปเปอร์” เป็นกระดาษนำเข้าที่มีคุณสมบัติถนอมสายตา รักษ์ทั้งสุขภาพ รักษ์ทั้งสิ่งแวดล้อมแบบนี้ ผลประโยชน์จะตกไปไหนเสียถ้าไม่ใช่ผู้บริโภค… จริงไหมค่ะ หากท่านผู้อ่านมีข้อเสนอแนะอะไรดีๆ ก็สามารถส่งมาแนะนำเราได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ…

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

พิพิธภัณฑ์ทางเพศ

กุมภาพันธ์ 17, 2009

สัปดาห์นี้ต้อนรับท่านผู้อ่านด้วยบรรยากาศ และกลิ่นไอของช่วงเวลาแห่งความสุขกับวันวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก ซึ่งคู่รักหลายคู่ อาจถือโอกาสนี้แสดงความรักด้วยการพากันไปทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ทานข้าว ท่องเที่ยว ทำบุญไหว้พระ ฯลฯ นับว่าเป็นการทำกิจกรรมเพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากขึ้น หรือแม้แต่ความรักระหว่าง แม่กับลูก พี่กับน้อง หรือระหว่างเพื่อนก็ตาม เราก็สามารถใช้โอกาสนี้แสดงความรักให้แก่กันได้ไม่มีข้อจำกัดค่ะ เพราะความรักคือ สิ่งเยียวยาสถาบันและสังคมให้เติบโตและมั่นคงได้หากเราใช้ไปในทางที่ถูก

เช่นเดียวกันค่ะ… ความรักเหมือนดาบสองคมที่สามารถจะสร้างสรรค์หรือทำลายได้เท่ากัน แต่ทั้งนี้การจะปลูกฝังความรักที่เป็นไปในแนวทางที่สร้างสรรค์นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับสถาบันทางสังคมหลายๆ กลุ่มที่จะเห็นความสำคัญช่วยกันพยุงเยาวชน และลูกหลานในเจเนอเรชั่นต่อไป ได้รู้จักรักให้เป็น การที่ผู้เขียนสาธยายเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ก็อย่าพึ่งนึกตำหนิในใจว่าไร้สาระนะค่ะ เพราะข่าวที่จะนำมาเสนอกันในวันนี้ก็หนีไม่พ้นเรื่องนี้เช่นกัน แต่เป็นความรักที่เจาะลึกลงถึงแก่นวิชาการทีเดียวค่ะ

เพราะเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับองค์การยูเนสโก และองค์การยูเอ็นเอดส์ จัดแถลงข่าวเรื่อง “ฐานข้อมูลเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับสุขภาวะทางเพศ” ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ โดยนายพิชัย สนแจ้ง ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ นายฟิลิป เบิร์คสตรอม ที่ปรึกษาแผนกการประสานงานด้านเอชไอวี อนามัยเจริญพันธุ์ในเยาวชน และสุขศึกษาในโรงเรียนยูเนสโก และ นายแพรททริค เบรนนี่ ผู้แทนโครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอดส์ ร่วมกันแถลงโดยมีสาระดังนี้

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ จะร่วมกับองค์การยูเนสโก จัดตั้งพิพิธภัณฑ์สุขภาวะทางเพศขึ้น ภายในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ อ.คลองห้า จ.ปทุมธานี เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางเพศที่ถูกต้องปลอดภัยให้กับกลุ่มเยาวชน เนื่องจากเยาวชนไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ขณะที่สถานการณ์เอดส์ในกลุ่มเยาวชนก็มีความน่าเป็นห่วงเช่นกัน โดยพบว่า 1 ใน 4 ของเยาวชนมีเพศสัมพันธ์ โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย และที่สำคัญจำนวนอายุของกลุ่มเยาวชนที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก เริ่มน้อยลงเรื่อยๆ เป็นที่น่าห่วง โดยพิพิธภัณฑ์สุขภาวะทางเพศ จะมีการจัดพื้นที่ แบ่งเป็นโซน สำหรับจัดแสดงสื่อการเรียนรู้ทางเพศโดยเฉพาะมีข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ที่ถูกต้อง ปลอดภัย การดูแลร่างกาย สรีระต่างๆ ของผู้ชายและผู้หญิง นอกจากนี้ จะมีการนำอุปกรณ์ที่จำเป็นในการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย อาทิ ถุงยางอนามัยหลากหลายรูปแบบ มาจัดแสดง เป็นต้น ทั้งนี้จะได้มีการนำพิพิธภัณฑ์สุขภาวะทางเพศ ออกไปจัดแสดงในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ในรูปแบบของคาราวานวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความตระหนักโดยจะมีการเปิดตัวในวันที่ 1 ก.ค.นี้ ที่องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

จะว่าไปแล้วสถานการณ์เอดส์ในประเทศไทยค่อนข้างรุนแรง มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง กลุ่มที่มีพฤติกรรมความเสี่ยง คือ กลุ่มชายรักชาย กลุ่มที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ผู้หญิงที่ขายบริการ ที่สำคัญในกลุ่มผู้หญิงที่แต่งงาน แม้ระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยจะมีการรณรงค์เรื่องเอดส์มาตลอด และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จนมีจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีลดลง แต่ยังคงมีกลุ่มเสี่ยงกลุ่มใหม่ โดยเฉพาะผู้หญิงที่แต่งงานแล้วติดเชื้อจำนวนมาก ในขณะที่สถานการณ์เอดส์ในกลุ่มเยาวชนน่าเป็นห่วง ภายในพิพิธภัณฑ์จะมีการจัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับโรคเอดส์ หนทางการติดเชื้อและแนวทางป้องกัน รวมทั้งสุขภาวะทางเพศ และสื่อการเรียนการสอนทางเพศ ซึ่งสามารถสืบหาข้อมูลออนไลน์ได้ผ่าน www.hs-db.net เพื่อให้ทุกคน โดยเฉพาะเยาวชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย

ในเรื่องของเพศศึกษา หากมองในมุมกลับที่สังคมไทยสมัยก่อนจัดให้เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าอายและถูกเก็บเงียบอยู่เฉพาะกลุ่ม ซึ่งขณะเดียวกันวัฒนธรรมทางตะวันตกก็แทรกซึมสังคมไทยจนกลายเป็นสังคมที่แหลกเหลวเพียงเพราะความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้วัฒนธรรมไทยที่งดงามนั้นผิดรูปผิดรอยตามไปด้วย คงถึงเวลาแล้วที่เราคนไทยทุกคนควรปัดเท้าชักแถวทำสิ่งที่ออกนอกลู่นอกทางให้กลับมาสู่เส้นทางที่สมควรจะเป็นซะที…

ก่อนหมดหน้าที่ของผู้เขียนในวันนี้ ก็ขอหยิบยกคอลัมน์เด็ดๆ ที่ได้อัพเดทลงไปในหน้าเว็บไซท์ TopScholar.org กันสดๆ ร้อนๆ กับคอลัมน์ “ชวนคิดชวนอ่าน” ที่ตอนนี้ได้นำบทความเรื่อง “ความลำเอียงของรัฐไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจ (ตอนที่ 1 )” ของ คุณเกรียงศักดิ์ ปึงประวัติ นักศึกษาปริญญาเอก บัณฑิตวิทยาลัยเอเชีย – แอฟริกาศึกษา มหาวิทยาลัยกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสามารถถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในส่วนของภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรมที่มีความแตกต่างกันจนทำให้มีผลกระทบต่อประชาชนคนไทยไว้อย่างน่าสนใจ แต่จะน่าสนใจตามที่ผู้เขียนกล่าวอ้างไว้หรือไม่ ต้องติดตามกันในคอลัมน์นี้ค่ะ

อืมห์… เกือบลืมไปค่ะ ว่าตอนนี้ทางเว็บไซท์ของเราได้อัพเดทผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์ กับโรงพิมพ์คุณภาพอย่าง บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งผลงานดังกล่าวได้รับการออกแบบและดีไซน์หน้าปกไว้อย่างสวยงามน่าอ่านทีเดียว อีกทั้งเนื้องานพิมพ์นั้นก็ได้มาตรฐานซึ่งตรงนี้ยังไม่ได้รวมกับการพิมพ์ด้วยกระดาษที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และถนอมสายตาอย่างกระดาษมิโดริกรีนเปเปอร์ ซึ่งของเขาการันตีถึงคุณภาพจริงๆ ไม่ใช่ราคาคุยนะค่ะ เพราะผู้เขียนได้เห็นและสัมผัสผลงานเหล่านั้นมาแล้วถึงกล้านำมาเขียนนี่ล่ะค่ะ… คงถึงเวลาที่จะต้องบอกลากันจริงๆ แล้วนะค่ะ หากท่านผู้อ่านมีข้อแนะนำดีๆ ก็สามารถส่งข้อมูลเหล่านั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

« Previous PageNext Page »