…ความเปลี่ยนแปลง
เมษายน 28, 2010
ในแต่ละยุคสมัยที่เวลาได้ทำให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ รอบข้าง และนำพาสิ่งเหล่านั้นให้ผ่านไป ในแต่ละช่วงชีวิตหมุนเวียนไปไม่จบสิ้นหลายๆ อย่างก้าวหน้าไปสู่การพัฒนา และขยับขยายขึ้น ดังนวัตกรรมที่ล้ำหน้า และเทคโนโลยีแทบที่ว่าต้องวิ่งตามให้ทันทุกวินาทีที่หายใจ กระนั้นผู้เขียนกลับรู้สึกแปลกใจกับเหตุการณ์อะไรหลายๆ อย่างที่หวังให้เติบโต แต่ตอนนี้สิ่งที่เห็น และเป็นอยู่กลับเดินถอยหลังกลับคืนสู่ช่องทางที่ตีบตัน
ย้อนกลับไปรำลึกถึงอดีตจวบจนถึงปัจจุบันในช่วงปีที่เพิ่งผ่านมาไม่นานเท่าไร มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นอย่างมากมาย ทั้งทางด้านสังคม ในทางวัฒนธรรมประเพณีที่เกิดเป็น “เกาหลีฟีเวอร์” ซึ่งไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็จะเห็นเยาวชนไทยตามกระแสเกาหลี เกิดความนิยมเกาหลี แต่งตัวสไตล์เกาหลี เรียนภาษาเกาหลี ทานอาหารเกาหลี ซึ่งเป็นผลมาจากการรับเอาค่านิยมข้ามทวีปจนอาจหลงลืมสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของประเทศชาติไปบ้าง
หรือความเปลี่ยนแปลงในสังคม การรักษาสิทธิ์ของตนเองมากขึ้น ทำให้เกิดเสรีภาพใหม่ๆ จนบางครั้งเกิดเป็นเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างสิทธิ และความเห็นแก่ตัว หรือแม้แต่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองที่ ณ ตอนนี้เองหลายฝ่ายก็ยังไม่สามารถหาจุดสรุปที่ลงตัวร่วมกันได้ ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนแบบแผนความเป็นอยู่ และปรับปรุงสิ่งรอบตัวหลายๆอย่างให้เอื้อกับวิถีชีวิตของคน
ซึ่งในขณะที่เรากำลังวุ่นอยู่กับการพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งรอบข้างให้รับกับทิศทางการดำเนินชีวิตอย่างที่เราเป็น แต่อีกหลายอย่างก็ไม่สามารถเปลี่ยนไปตามสิ่งที่คนต้องการได้ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่กำหนดไม่ได้ และเหนือความคาดหมายอย่าง “ธรรมชาติ”
กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าได้ก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาล อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน กิจกรรมใหม่ที่เกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตแบบเดิม เกิดแนวคิด และกิจกรรมใหม่ในทุกด้านได้ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติทั้งทางตรง และทางอ้อมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมรวมไปถึงการ ใช้ชีวิตที่ไม่สมดุลกับระบบความสมบูรณ์ของทรัพยากรเชื่อมโยงไปกับการพัฒนา สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ทำให้เกิดการขยายตัวที่ไม่รู้จักจบของเทคโนโลยีซึ่งเป็นผลให้เกิดการนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้อย่างผิดๆ ผลที่ตามมาก็คือ การทำให้ชีวิตของมนุษย์ทั้งหมดต้องตกอยู่กับความหายนะที่กำลังเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์
เพียงช่วงเวลาสั้นๆในรอบเดือนที่ผ่านมา กลับปรากฏเหตุการณ์รุนแรงอันเป็นสัญญาณที่ธรรมชาติส่งผ่านมาเตือนมนุษย์ ทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ปะทุ ฝูงแมลงเข้าทำลายพืชไร่ ภัยแล้งประเทศไทยไปจนถึงวิกฤติพายุฤดูร้อน และอุณหภูมิที่สูงขึ้นทุกวันๆ โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้มีสถิติสูงที่สุดที่ได้เคยมีมา
แม้ว่าความเจริญ และเทคโนโลยีจะก้าวหน้ามากแค่ไหน แต่ตราบใดที่มนุษย์ยังคงเร่งปรับปรุงปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว โดยลืมที่จะปรับเปลี่ยนสำนึก และรับผิดชอบ ตราบนั้นธรรมชาติอาจส่งสัญญาณอันตรายเพิ่มขึ้นสู่ระดับที่คุกคาม ให้มนุษย์ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ธรรมชาติ ที่เชื่อมโยงไปสู่วิกฤตการณ์ในสังคมมนุษย์ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม
ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นควรเป็นไปอย่างสมดุล และสัมพันธ์เพื่อให้ทุกสิ่งต่อจากนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีร่วมกันค่ะ
ก่อนจากกันวันนี้เว็บไซต์ www.TopScholar.org ก็ยังคงอัดแน่นไปด้วยหลากหลายเรื่องราวน่าสนใจ ในประเด็นใหม่ๆ กับคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่าน เรื่อง “ข้อความคิดทั่วไปเกี่ยวกับหลักกฎหมายทั่วไปทางปกครอง* (ตอนที่ 1)” และรับความรู้ในคอลัมน์สนทนาวิชาการกับมุมมองดีๆ ใน “มองเศรษฐกิจไทย…มองให้เข้าใจ กับ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์” และพลาดไม่ได้กับผลงานวิชาการของผู้ทรงคุณวุฒิมากมายที่ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งใจออกแบบ และจัดพิมพ์จนได้ผลงานคุณภาพออกมา ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านี้น่าสนใจเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซต์เลยค่ะ และสุดท้ายหากผู้อ่านมีข้อแนะนำและติชมเว็บไซต์ประการใด สามารถส่งข้อมูลของท่านมาได้ที่ Editor@TopScholar.org เพื่อร่วมพัฒนาเว็บไซต์คุณภาพไปพร้อมๆ กันค่ะ
TopScholar’s Web Editor
อาหารทางปัญญา กับการพัฒนาประเทศ
เมษายน 17, 2010
กลิ่นอายเย็นๆ ของประเพณีสงกรานต์ไทยยังไม่ทันจางหาย ไม่ทันไรเวลาก็เวียนมาเริ่มสัปดาห์แห่งการทำงานอีกรอบแล้ว หากประมวลเหตุการณ์ร้อนแข่งกับสภาพอากาศได้กล่าวว่ามีอะไรเกิดขึ้นมากเรื่องหลายราวเหลือเกินทั้งการเมือง การปกครอง การเปลี่ยนแปลง ยาวเรื่อยไปถึงเศรษฐกิจ และการลงทุน ก็เพิ่งหยุดยาวพร้อมเย็นกายกับสายน้ำสงกรานต์ไป แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาที่คนไทยจะได้เย็นใจยาวๆ สักที ตอนนี้หลบร้อนมาเรียนรู้กับ www.TopScholar.org ซึ่งสำหรับถนนวิชาการเส้นนี้แล้ว ก็คงมีหน้าที่ทอดยาวไปเรื่อย ตามเส้นทางแห่งการเรียนรู้ที่ไม่มีหยุดนิ่งต่อไป
จากกระแสเรียกร้องและข้อต่อรองที่รัฐบาลต้องเก็บไปคิดต่อ ทำให้ตอนนี้รัฐบาลไทยภายใต้การบริหารของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องทำงานกับวิกฤตรอบด้าน วันนี้ผู้เขียนขอหลบเรื่องการเมืองอันน่าปวดหัว มามองเรื่องใกล้ๆ ตัวอย่างหนังสือกันดีกว่า ก็เพิ่งจบไปพร้อมกันทั้งประเพณีสงกรานต์ และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ที่นับถึงวันนี้ก็เวียนมาอีกรอบแล้วหลังจากที่คณะรัฐมนตรีออกมากำหนดให้ การอ่านหนังสือออกเป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2552 ลากยาวไปจนถึง ปี 2561 ที่ภาครัฐอุตส่าห์ลงแรงผลักดันนโยบายเพื่อที่จะสร้างวัฒนธรรมการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีพให้กับคนในสังคม
หลายกระแสที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลยุคใหม่ที่จัดตั้งคณะทำงานภายใต้กระทรวงศึกษาธิการขาดองค์ความรู้ทำให้ไม่สามารถผลักดันยุทธศาสตร์ที่วางแผนไว้ให้ออกมาเป็นรูปธรรมได้ ตอนนี้เมื่อมองเศรษฐกิจโลกโดยรวมแล้วมีความพร้อมจะพัฒนากำลังการผลิตสิ่งพิมพ์เพื่อสร้างสรรค์หนังสือดีๆสู่สังคม แต่… ปัจจัยลบที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจสิ่งพิมพ์ในปีนี้ ประการสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ เสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ ที่พูดไปก็เหมือนกับใยแมงมุม พันกันยุ่งอีรุงตุงนังมาตั้งแต่ครั้งโบราณ
ปัญหาเชิงโครงสร้าง ช่องว่างระหว่างชนชั้น ที่ทำให้คนในสังคมเมืองมีการอ่านหนังสือ มากกว่าสังคมชนบท เหตุเพราะการศึกษาเป็นตัวแปรสำคัญ ในการปลูกจิตสำนึกผ่านพฤติกรรมคนไทย ที่ชอบจดจำจากการฟัง มากกว่าการอ่าน แต่ที่ผ่านมาภาครัฐกลับไม่ให้ความสนใจ แม้กระทั่งการจัดงบประมาณให้ลงไปถึงส่วนการศึกษาอย่างทั่วถึง ดังนั้นจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด และเริ่มวิธีการจัดการใหม่ จากภาครัฐไปถึงทุกส่วนราชการทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเท่าเทียม อีกทั้งต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อส่งเสริมการอ่าน ทั้งในส่วนราชการเองและบริการประชาชนที่มารับบริการแต่ ณ ตอนนี้กับปัญหาที่รัฐบาลยังต้องเผชิญจะสามารถผลักดันการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้มากแค่ไหน ก็คงต้องติดตามกันต่อไป
ก่อนจากหวังว่าหากทุกฝ่ายพร้อมยุติปัญญาและร่วมมือกันผลักดัน ‘วาระการอ่านแห่งชาติ’ ไปพร้อมกับความมุ่งมั่นสามัคคี สุดท้ายแล้วเราก็จะสามารถขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์และประเทศไทยให้เดินหน้าไปได้ไกลกว่าที่เคยเป็นมา สำหรับเว็บไซต์ www.TopScholar.org ก็ยังคงมีเรื่องราวน่าสนใจมาฝากทั้ง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” กับคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่าน และมุมมองวิชาการดีๆใน “มองเศรษฐกิจไทย…มองให้เข้าใจ กับ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์” ที่พลาดไม่ได้เลยคงไม่พ้นผลงานวิชาการคุณภาพที่ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งใจออกแบบและจัดพิมพ์ ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านี้น่าสนใจเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซต์เลยค่ะ และสุดท้ายหากผู้อ่านมีข้อแนะนำและติชมเว็บไซต์ประการใด สามารถส่งข้อมูลของท่านมาได้ที่ Editor@TopScholar.org เพื่อร่วมพัฒนาเว็บไซต์คุณภาพไปพร้อมๆกันค่ะ
TopScholar’s Web Editor
ภัยแล้ง… วิกฤตที่กลับมา
เมษายน 5, 2010
สวัสดีค่ะ ประเด็น Talk of the Town อันร้อนแรงในช่วงนี้คงไม่พ้นกระแสการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตามองกันอยู่ในสังคมที่ส่งสัญญาณคลายความระอุลงไป ผิดกับสภาพอากาศที่นับวันจะยิ่งร้อนอบอ้าวขึ้นเรื่อยๆ ด้วยฤดูกาลของคิมหันต์ฤดูในเดือนเมษายนที่เรียกได้ว่า ร้อนที่สุดในรอบปี
สำหรับสภาพภูมิอากาศโดยรวมในประเทศไทยนั้นปกติแล้วอุณหภูมิในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม จะมีอากาศที่ร้อนอบอ้าว เนื่องมาจากแถบที่ตั้งของภูมิประเทศอยู่ในเขตร้อนตามแนวเส้นศูนย์สูตร อีกทั้งได้รับอิทธิพลมาจากลมมรสุมทะเลจีนใต้พัดสู่อ่าวไทย ทางทิศใต้ และทิศตะวันออกเฉียงใต้ และอิทธิพลของดวงอาทิตย์ที่ตั้งฉากกับประเทศพอดี
แต่ทว่าอากาศที่ร้อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนั้น นับวันก็ได้ทวีความรุนแรงขึ้นไปทุกที ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รวมถึงการนำไปใช้ในพื้นที่ทางการเกษตรกรรมที่ถือว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของประเทศไทย
วันที่ 27 มีนาคม 53 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ อันเกิดจากความแห้งแล้งไว้ว่า ในปี 2553 นี้เกิดภัยพิบัติอันเกิดจากความแห้งแล้งรุนแรงที่สุดในรอบ 5 ปี ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2552 ประเทศไทยมีจังหวัดที่ประสบภัยพิบัติแล้ง อยู่ที่ 39 จังหวัดทั่วประเทศ แต่ในปี 2553 นี้ วิกฤตการณ์ภัยแล้งมีอัตราเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 54 จังหวัด และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังลุกลามจากภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่พื้นที่ภาคกลาง โดยปรากฏชัดจากปริมาณน้ำในเขื่อนกรมชลประทานที่ลดลง อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม
จากข้อมูลกรมชลประทาน ณ วันที่ 26 มี.ค. 53 พบว่าปริมาตรน้ำโดยรวมในอ่างเก็บน้ำทั้งประเทศขณะนี้มีอยู่เพียง 42,909 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 58% ของความจุอ่างเก็บน้ำทั้งหมด ซึ่งน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปี 52 ที่มีถึง 50,258 ล้านลูกบาศก์เมตร
โดยอ่างเก็บน้ำหลักอย่างเขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีปริมาตรน้ำในอ่าง 5,618 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 42% ของความจุอ่าง ลดลงจากช่วงเดียวกันในปีก่อนถึง 8% เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาตรน้ำในอ่าง 3,980 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 42% ของความจุอ่างทั้งหมด ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาตรน้ำ 450 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 47% ของความจุอ่างเก็บน้ำ น้อยกว่าช่วงเดียวกันในปี 2552 ถึง 12%
ตัวเลขทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติ ที่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งแหล่งน้ำธรรมชาติเองอย่าง “ลำน้ำโขง” ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่เชื่อมต่อภาคธุรกิจของนานาประเทศ ก็มีปริมาณน้ำที่ลดลงอย่างน่ากลัว ทำให้เรือพาณิชย์ไม่สามารถเดินเรือได้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจนทางการที่เกี่ยวข้องต้องออกมาเตือน และขอความร่วมมือประชาชนให้มีส่วนร่วมเพื่อลดการใช้น้ำในครัวเรือน
เห็นได้ว่า ภัยแล้งที่คนเมืองมองเป็นเรื่องไกลตัวกำลังคุกคามเราเข้ามาทุกที ซึ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็เป็นผลกระทบโดยตรงมาจาก ปรากฏการณ์ภาวะเรือนกระจก หรือวิกฤตการณ์โลกร้อน ที่ทั่วโลกต่างตระหนักถึงความสำคัญ และตื่นตัวรณรงค์หาทางบรรเทาปัญหา แม้ว่าจะมองย้อนกลับไปสู่นานาประเทศที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ที่หนักหนาสาหัสกว่าเรามากมาย ก็ยังถือว่าประเทศไทยยังโชคดีกว่าประเทศเหล่านี้มากนัก
แต่สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้นมันช่างแตกต่างกับอดีตที่เคยเป็นมาราวกับว่า ความอุดมสมบูรณ์ของประเทศซึมหายไปในแผ่นดินที่แตกระแหงตามกาลเวลา
เทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้มาถึงคงพอช่วยบรรเทาร้อนใน พ.ศ.นี้ลงได้บ้าง แต่เรื่องราวภัยแล้งนั้นยังคงเป็นปัญหาซ้ำซากที่ยากเยียวยา สะท้อนวิกฤตปัญหาที่นับวันยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ เมื่อธรรมชาติส่งสัญญาณมาให้เห็น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราทุกฝ่ายจะต้องมีสำนึกร่วมและช่วยกันคนละไม้ละมือแก้ปัญหา เพื่อดึงชาติที่ได้ชื่อว่า มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เป็นอันดับต้นๆ ของโลก กลับคืนมาเสียที
ก่อนจากกันวันนี้เว็บไซต์ www.TopScholar.org ก็ยังคงอัดแน่นไปด้วยหลากหลายเรื่องราวน่าสนใจไม่ว่าจะเป็น “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” กับคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่าน และรับความรู้ในคอลัมน์สนทนาวิชาการกับมุมมองดีๆ ใน “มองเศรษฐกิจไทย…มองให้เข้าใจ กับ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์” และพลาดไม่ได้กับผลงานวิชาการของผู้ทรงคุณวุฒิมากมาย ที่ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งใจออกแบบ และจัดพิมพ์จนได้ผลงานคุณภาพออกมา ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านี้น่าสนใจเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซต์เลยค่ะ และสุดท้ายหากผู้อ่านมีข้อแนะนำและติชมเว็บไซต์ประการใด สามารถส่งข้อมูลของท่านมาได้ที่ Editor@TopScholar.org เพื่อร่วมพัฒนาเว็บไซต์คุณภาพไปพร้อมๆ กันค่ะ
TopScholar’s Web Editor
เจ้าพระยา “ของเรา”
กุมภาพันธ์ 3, 2010
สวัสดีคะกลับมาพบกันอีกครั้ง กับแวดวงข่าวสารบ้านเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ชุมชน ภัยพิบัติ หลากหลายเรื่องราวมีมามากมาย เวลาก็ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว เข้าสู่เดือนที่สองของปีเสือกันแล้ว เดือนนี้เปรียบเป็นเดือนที่คนไทยเชื้อสายจีนยินดีกันเพราะเทศบาลตรุษจีนที่ใกล้มาถึงเปรียบเสมือนเป็นวันขึ้นปีใหม่กันทีเดียว
สถานการณ์การเมืองก็ยังไม่คลายความร้อน กับการที่เสื้อแดงยังคงชุมนุมเรื่องคดี 76 ล้านบาท กับเรื่องรัฐธรรมนูญ ใครใคร่เป็นคอการเมืองก็ต้องติดตามผลกันต่อไปว่าผลสรุปจะออกมาในรูปแบบใด รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก่อนอื่นมีการพูดคุยกัน ต้องขอส่งแรงใจช่วยเหลือประเทศเฮติ ที่เกิดภัยพิบัติแผ่นดินไหว ถึงแม้จะหยุดการตามหาผู้ประสบภัยแล้ว แต่ว่าความช่วยเหลือก็ยังคงอยู่ ทำให้เรารู้สึกโชคดีและสำนึกรักบ้านเกิดที่เมืองไทยของเราไม่มีภัยพิบัติอะไรเกิดขึ้น แต่ก็ไม่ควรที่จะนิ่งดูดายแต่อย่างไร อย่างเรื่องราวที่ผู้เขียนนำมานำเสนอวันนี้ หลากหลายท่านอาจจะลืมไปหรือว่าบางทีอาจจะไม่รู้ถึงความเป็นมาเลยด้วยซ้ำ ว่าแม่น้ำที่เป็นสายหลักของประเทศที่เราเห็นอยู่ทุกวันใกล้เข้าสู่วิกฤตแล้ว
โดยรายงานข้อมูล ณ วันที่ 23 มกราคม 2553 ระบุว่า น้ำบริเวณสะพานกรุงเทพฯ เน่าสุด (DO อยู่ที่ 0.69) น้ำเน่าอันดับถัดมาอยู่ที่สะพานพระพุทธยอดฟ้า (0.69) นอกนั้นก็มีปากคลองพระโขนง (1.02 มก./ล.) กรมชลประทานสามเสน (1.17) วัดบางนา (1.18) ปากคลองสำโรง (1.32) ท่าน้ำนนทบุรี (1.74) และศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ (1.74) ทั้งหมดมีหน่วยเป็น มก./ล.
ผลตรวจคุณภาพน้ำครั้งล่าสุดของ ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตอกย้ำความเน่าเสียของเจ้าพระยาเข้าไปอีกในระดับที่ดูรุนแรงอย่างที่สุด เพราะระบุว่า น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่สะพานนนทบุรีถึงศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการเน่าทั้งสาย! เพราะมีค่าดีโอหรือค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO-Dissolved Oxygen) ที่ต่ำกว่า 2 มิลลิกรัม/ลิตร (มก./ล.)
ซึ่งก่อนหน้านี้ในปี 2550 คงจำกันได้กับเหตุการณ์ที่สัตว์น้ำหลากชนิด ทั้งปลาทับทิม ปลาแรด และกุ้งแม่น้ำตัวโต ที่ชาวบ้านในตำบลบางเสด็จ จังหวัดอ่างทอง และตำบลบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเลี้ยงไว้ในกระชังในแม่น้ำเจ้าพระยา ถูกฤทธิ์ของน้ำเสียเล่นงานถึงชีวิต ตายลอยเป็นแพ! ส่งกลิ่นเหม็นให้ได้รับรู้กันทั่วประเทศ และยังมีเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
โดย รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นักวิชาการที่ศึกษาปัญหาแหล่งน้ำปนเปื้อนสารพิษมาเป็นเวลายาวนาน เปิดประเด็นว่า ปัญหาน้ำเน่าเสียเกิดขึ้น 3 แหล่งใหญ่ๆ คือ ย่านชุมชนที่พักอาศัย ย่านอุตสาหกรรม และย่านเกษตรกรรม ก่อนขยายความเพิ่มเติม “เขตจังหวัดสมุทรปราการมีโรงงานอุตสาหกรรมเยอะ น้ำเสียที่ปล่อยออกมาจากโรงงานจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำเน่าเสีย ถ้าเป็นบริเวณชุมชน น้ำทิ้งจากบ้านเรือนก็มีส่วน หรือถ้าบริเวณดังกล่าวมีการทำเกษตรกรรมก็อาจมีการเทน้ำยาฆ่าแมลงหรือน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีลงแม่น้ำ”
โดยทั้ง 3 กรณี น้ำทิ้งจากชุมชนมีอันตรายน้อยที่สุด เพราะน้ำเสียที่เกิดจากการหมักหมมของของเสียหรืออาหาร จะกลายเป็นน้ำหมักชีวภาพที่มีจุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ต่างๆ ในน้ำ ทำให้น้ำบริเวณนั้นมีออกซิเจนหมุนเวียนดีขึ้น ต่างจากน้ำเสียที่ทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีสารพิษหนักปนเปื้อน เช่น สารปรอท เมื่อน้ำเสียเหล่านี้ถูกปล่อยลงแม่น้ำ ไม่เพียงทำให้แม่น้ำมีสารพิษปนเปื้อน แต่ก็จะทำให้ปลาในแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษด้วย
รศ.ดร.เรณู สะท้อนถึงการแก้ไขปัญหาแม่น้ำเจ้าพระยาเน่าเสียว่า รัฐควรตรวจสอบคุณภาพของโรงบำบัดน้ำเสียว่ามีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานเพียงพอหรือไม่ เพราะนับตั้งแต่มีการสร้างโรงบำบัดน้ำเสียเมื่อสมัยรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน จวบจนบัดนี้ โรงบำบัดฯ บางแห่งก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำเสียในแหล่งชุมชนได้อย่างแท้จริง
สำหรับการแก้ไขที่ชุมชนควรมีส่วนร่วมนั้น นอกจากจิตสำนึกของแต่ละคนแล้ว ก็อาจมีมาตรการ “เก็บค่าปล่อยน้ำทิ้ง” โดยติดตั้งค่าวัดปริมาตรน้ำที่แต่ละครัวเรือนปล่อยทิ้งเอาไว้ แล้วคิดเงินตามนั้น ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ อาจทำให้ผู้คนในแต่ละครัวเรือนยั้งคิดมากขึ้น ในแต่ละครั้งที่จะปล่อยน้ำเสียลงท่อน้ำทิ้งของตน (ที่มา www.Manager.co.th)
ซึ่งทางผู้เขียนเชื่อว่าหลายท่านมีวิสัย และวินัยที่ดีในการดูแลแม่น้ำของเราอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญมันอยู่ที่ความต่อเนื่องจริงจังและความร่วมมือจากทุกคน ที่ล้วนต้องมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาและรับผิดชอบทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรมหรือประชาชนทั่วไป ผู้เขียนเชื่อว่าจะทำให้เจ้าพระยาของเราดีขึ้นอย่างแน่นอน
ก่อนจากกัน ผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซท์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ ซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่อง “มองเศรษฐกิจไทย…มองให้เข้าใจ กับ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์” และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซด์ตอนนี้ คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซด์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซด์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org แล้วพบกันใหม่ค่ะ
TopScholar’s Web Editor
หวยออนไลน์
มกราคม 19, 2010
กลับมาพบกันอีกครั้ง กับผู้ที่ชื่นชอบข่าวสารทางวิชาการ รวมถึงข่าวสารบ้านเมือง ณ ปัจจุบันนี้ ไม่น่าเชื่อว่าแค่เราเริ่มทำงานเมื่อตอนกลับจากไปเที่ยวเฉลิมฉลองปีใหม่กันมา เผลอแปล็บเดียวเข้าสู่ช่วงกลางเดือนแล้ว ก่อนอื่นเลยต้องขอพูดถึงก่อนคือ วันที่ 16 นี้ เป็นวันครู ผู้เป็นคนแรกที่ให้ความรู้เราตั้งแต่เด็ก ถ้าเป็นไปได้ถ้าท่านผู้อ่านสะดวกอย่าลืมระลึกถึงคุณครูผู้มีพระคุณที่ทำให้เราเติบใหญ่เป็นคนดีของสังคมจนถึงปัจจุบันนี้นะคะ
ทีนี้ก็มาถึงประเด็นที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันในเรื่องของการยกเลิกหวยออนไลน์ ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 ว่าถึงแนวคิดในการยกเลิกหวยออนไลน์ ว่าตนมีจุดยืนชัดเจนตั้งแต่ยังไม่เข้ามาตำแหน่งนายกฯ ว่า
1) ไม่ต้องการให้รัฐบาลส่งสัญญาณเรื่องการขยายอบายมุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการอำนวยความสะดวก หรือทำให้การพนันและอบายมุขอื่นๆ ขยายตัวได้ง่าย หรือเพิ่มรูปแบบใหม่ๆ เข้าไปเพราะถือเป็นการกระตุ้นสังคม
2) อยากให้ระมัดระวังเป็นพิเศษเรื่องการนำปัญหาที่แก้ไขยาก และเป็นเรื่องผิดกฎหมายมาทำให้เป็นเรื่องถูกกฎหมาย เพราะคิดว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ผิด ที่สำคัญเรามีประสบการณ์มาแล้วจากกรณีหวยบนดิน ซึ่งไม่ได้ทำให้หวยใต้ดินหมดไป แม้จำนวนจะลดลงไปบ้าง แต่การลดลงของหวยใต้ดินนั้น เทียบกับปริมาณของคนที่เข้ามาเล่นหวยไม่ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีเด็กและเยาวชนเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือมาเล่นหวยเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
“เรื่องนี้จึงไม่ใช่ประเด็นว่าเราจะแก้ปัญหาหวยใต้ดินด้วยวิธีนี้หรือไม่ ประเด็นอยู่ที่ว่าถ้าจะทำก็เพียงแต่ว่าเราเสียดายเงินที่อยู่ในระบบหวยใต้ดิน และอยากเอาขึ้นมาบางส่วน หรือเป็นช่องทางใหม่ในการหารายได้ให้กับรัฐบาล แต่ผมอยากส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ประสงค์ที่จะมีรายได้จากสิ่งเหล่านี้เพิ่มขึ้น นี่คือจุดยืนที่ได้แสดงมาโดยตลอด” นายกรัฐมนตรีกล่าว
โดยนายกฯ กล่าวต่อว่า ส่วนที่มีการตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดถึงปล่อยเวลาล่วงเลยมา 1 ปีถึงออกมาพูด ถึงมาตัดสินใจเรื่องนี้ มันไม่ใช่ เพราะตลอดทั้งปี 2552 ตนได้คุยกับ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว. คลัง, นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช. คลัง, นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง, และนายสถิต ลิ่มพงศ์พันธ์ุ ปลัดกระทรวงการคลัง ว่าให้ช่วยไปดูหน่อยว่าสามารถจะเจรจากับคู่สัญญาได้หรือไม่อย่างไร สามารถหาข้อตกลงใหม่มาทดแทนการไม่ต้องออกหวยออนไลน์ได้หรือไม่ หากเอกชนได้ลงทุนในเรื่องของอุปกรณ์ต่างๆ ไปแล้ว ก็ให้ไปดูว่าจะนำเครื่องมือไปทำอย่างอื่นได้หรือไม่ ตกลงกันได้หรือไม่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลก็ทราบนโยบายนี้ แต่ยังหาข้อยุติไม่ได้ และในช่วงปลายปี 2552 คณะกรรมการกองสลากฯ ได้มีมติเดินหน้าในเรื่องนี้
“ผมจึงมาดูว่าถ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสัญญาอะไรได้ ก็ต้องไปดูในตัวสัญญาว่ามีช่องทางใดในการแก้ปัญหานี้ได้ จึงพบข้อเท็จจริงว่าในสัญญาได้เปิดช่องเอาไว้ว่าถ้าเป็นกรณีที่เป็นนโยบายของรัฐบาล สามารถยกเลิกโครงการได้ แต่ต้องมีการชดเชย ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงบอกว่าเมื่อไม่สามารถตกลง หรือหาแนวทางอื่นมาทดแทนได้ ก็น่าจะพิจารณาให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และกลับไปเจรจากันใหม่ ผมจึงอยากเชิญชวนภาคเอกชนที่เป็นคู่สัญญาว่ารัฐบาลมีความตั้งใจเช่นนี้ เป็นนโยบาย เป็นเป้าหมายเรื่องสังคม จึงอยากจะให้ร่วมมือ และจะให้ความเป็นธรรมกับท่านว่า สิทธิหรือประโยชน์ที่พึงได้ตามที่ระบุไว้ในสัญญา จะมีการชดเชยกัน ถ้าสามารถหารูปแบบในการตกลงกันได้ โดยไม่ต้องมีความขัดแย้ง ไม่ต้องมีการฟ้องร้อง รัฐบาลพร้อมให้ความเป็นธรรมเต็มที่ รวมถึงคนที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นคนเดินโพยด้วย ก็ควรมีการเยียวยา หรือหาทางออกให้กับคนเหล่านี้ด้วย” นายกรัฐมนตรีกล่าว
โดยในกรณีนี้นายกฯ ยืนยันว่าจะใช้เวลาในการหาคำตอบเพื่อเป็นทางออกที่ดีที่สุดประมาณ 1 เดือน และเชื่อว่าเป็นการตัดสินใจที่ส่วนรวมได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่งทางผู้เขียนเห็นว่าถ้าทำได้จริงก็ย่อมเป็นประโยชน์ ถึงแม้ทางฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลจะออกมาขัดแย้งว่าการยกเลิกไม่ได้แก้ปัญหาหวยใต้ดินและการขายฉลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาก็ตาม แต่ก็มีโพยหลายสำนักทำการสำรวจพบว่ามีจำนวนตัวเลขที่เห็นด้วยในการยกเลิก เพราะคิดว่าจะช่วยลดปัญหาการขายฉลากกินแบ่งรัฐบาลได้
อย่างไรก็ตามภายใน 1 เดือน เราก็จะรู้คำตอบกันเป็นอย่างดีว่าทางออกจะออกมาอย่างไร
ก่อนจากกันขอพูดถึงเรื่องใกล้ตัวก่อน ถ้าหลายท่านสังเกตจะรู้สึกได้เลยว่าช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา อากาศเริ่มเย็นมากขึ้น และทางอุตุนิยมวิทยาระบุว่าจะมีอากาศเย็นไปอีก 2-3 วัน ทีเดียว ยังไงก็ขอแสดงความห่วงใยกันก่อนจากกันเลยว่า ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยง่ายต่อการไม่สบาย ยังไงก็รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ
ฝากอีกนิด ผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซท์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ ซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่อง “มองเศรษฐกิจไทย…มองให้เข้าใจ กับ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์” และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซด์ตอนนี้ คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซด์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซด์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org แล้วพบกันใหม่ค่ะ
TopScholar’s Web Editor
วันเด็กแห่งชาติ
มกราคม 12, 2010
กลับมาพบกันอีกครั้งในอาทิตย์แรกของปี พ.ศ. 2553 ต้อนรับสู่ปีขาล ก่อนอื่นเลยต้องขอสวัสดีปีใหม่กับทางท่านผู้อ่านย้อนหลังกันก่อน ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีของทุกท่านในทุกๆเรื่อง และก็เหมือนกันทุกปีที่เมื่อผ่านปีใหม่มานั้น
พอเข้าเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม ก็จะเป็นวันที่เด็กๆ เยาวชนของชาติรอคอย เรามาทำความรู้จักกันดีกว่าว่าวันเด็กแห่งชาติที่เกิดขึ้นทุกปี มีที่มายังไงแต่ก่อนอื่นเรามารู้จักคำขวัญวันเด็กของปีนี้กันก่อน จากท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของเราคือ “คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม”
โดยวันเด็กแห่งชาติมีต้นกำเนิดมาจากการที่องค์การสหประชาชาติทั่วโลกเกิดความตื่นตัว และเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะให้ความสำคัญแก่เด็กๆ โดยในปี พ.ศ. 2498 นายวี เอ็ม กุล ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิการเด็กระหว่างประเทศ ได้เป็นผู้เสนอต่อกรมประชาสงเคราะห์ ให้มีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญ และความต้องการของเด็ก รวมถึงเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ โดยปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม เตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ
ทั้งนี้ การขานรับกับการจัดงานวันเด็กแห่งชาติได้เป็นไปอย่างกว้างขวาง ในปีเดียวกันนั้นเองทั่วโลกไม่น้อยกว่า 40 ประเทศ จัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติของตนขึ้น โดยได้มีการกำหนดว่าจะถือเอาวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปีเป็น “วันเด็กแห่งชาติ”
สำหรับประเทศไทย ได้ตอบรับข้อเสนอของนายวี เอ็ม กุลกานี ซึ่งบอกผ่านมาทางกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทยว่า ไทยควรจัดงานเฉลิมฉลองวันเด็กแห่งชาติ รัฐบาลจึงได้จัดให้มีคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ขึ้นมาคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชน กำหนดให้มีการฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จุดประสงค์เพื่อให้เด็กทั่วประเทศทั้งในระบบโรงเรียน และนอกระบบโรงเรียน ได้รู้ถึงความสำคัญของตน เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย ที่มีต่อตนเองและสังคม มีความยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
อย่างไรก็ตาม งานวันเด็กแห่งชาติครั้งแรกของประเทศไทย จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2498 จากนั้นเป็นต้นมา ราชการได้กำหนดวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นวันเด็กแห่งชาติ โดยจัดต่อเนื่องกันมาจนถึงปี 2506 ที่ประชุมคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติในปีนั้น ได้มีความเห็นพ้องต้องกันว่า สมควรที่จะเสนอเปลี่ยนวันจัดงานวันเด็กแห่งชาติเสียใหม่ ด้วยเหตุผลว่า เดือนตุลาคมสำหรับประเทศไทย เป็นเดือนที่ยังอยู่ในฤดูฝน มีฝนตกมาก เด็กๆ ไม่สะดวกในการเดินทางมาร่วมงาน นอกจากนี้วันจันทร์เป็นวันปฏิบัติงานของผู้ปกครอง จึงไม่สามารถพาเด็กของตนไปร่วมงานได้
ด้วยเหตุนี้ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบ ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2507 ว่า ควรจะเปลี่ยนเป็นวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม ที่มีความเหมาะสมและสะดวกมากกว่า ตามที่คณะกรรมการจัดงานวัดเด็กแห่งชาติเสนอมา ส่งผลให้ในปี 2507 ไม่มีงานวันเด็กแห่งชาติด้วยการประกาศเปลี่ยนได้เลยวันมาแล้ว งานวันเด็กแห่งชาติจึงเริ่มจัดขึ้นใหม่อีกครั้งในปี 2508 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน
ซึ่งสำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ที่รัฐบาลไทยกำหนดไว้ คือ เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของเด็ก สนใจในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนเด็ก และช่วยเหลือสงเคราะห์เด็กเป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กและและเยาวชนยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพื่อให้เด็กรู้จักหน้าที่ของตนและอยู่ในระเบียบวินัยอันดี และเพื่อเผยแพร่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของเด็ก
นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่า ทุกๆ ปี ในวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานพระบรมราโชวาท สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงโปรดประทานพระคติธรรม และ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีจะมอบคำขวัญวันเด็ก แสดงให้เห็นว่าเด็กเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุดของชาติ เราจึงได้ยินคำพูดอยู่บ่อยๆ ว่า “เด็กคืออนาคตของชาติ เด็กฉลาด ชาติเจริญ”
สำหรับก่อนจากกันในครั้งนี้ ผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซท์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ ซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่อง “มองเศรษฐกิจไทย…มองให้เข้าใจ กับ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์” และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซด์ตอนนี้ คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซด์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซด์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org แล้วพบกันใหม่ค่ะ
TopScholar’s Web Editor
มรดกโลกของไทย…?
ธันวาคม 16, 2009
กลับมาพบกันอีกครั้งกับเว็บไซท์ที่มีแต่เรื่องราวดีๆ มากมาย รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบกับข่าวสารแวดวงวิชาการและสถานการณ์บ้านเมือง ณ ปัจจุบัน
ก่อนอื่นต้องทำการสวัสดีทักทายเดือนสุดท้ายของปี ก่อนที่เราจะไปพบกับปีเสือที่กำลังรอเราอยู่ เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงคิดเหมือนกันกับผู้เขียนที่เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน
หลังจากที่ผ่านพ้นการเฉลิมฉลองเพื่อถวายพระพรเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวามหาราชกันแล้ว ก็มีข่าวสารบ้านเมืองเกิดขึ้นมากมาย แต่ที่น่าสนใจและที่น่าเป็นห่วง คือ การรักษามรดกโลกของไทยเรา ที่แต่ดั้งเดิมเราได้ภาคภูมิใจกันมาเป็นเวลาเกือบร่วม 20 ปี ซึ่งนั่นก็คือ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา
หลังจากเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ปี 2534 คนไทยทั้งประเทศเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขความภาคภูมิใจ หลังคณะกรรมการมรดกโลก ขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เห็นพ้องต้องกันให้ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็น “มรดกโลก”
ผ่านมากว่า 18 ปี รูปรอยของอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวที่พ่วงด้วยคำขลังๆ ว่า “มรดกโลก” ย่อมเปลี่ยนแปลงไปเป็นปกติวิสัย
เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีข่าวออกมาตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่า อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาอยู่ในภาวะเสี่ยงถูกถอดจากมรดกโลก โดยกรรมการมรดกโลกจากไทยรายงานว่า ยูเนสโกแสดงความกังวลภูมิทัศน์เสื่อมทราม มีปัญหาชุมชนบุกรุก และจะเตรียมลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริงเดือนธันวาคมนี้ เพื่อรวบรวมข้อมูลเสนอรัฐบาลเร่งแก้ไข
นางโสมสุดา ลียะวณิช รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งได้ร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการมรดกโลกในประเทศไทย กับคณะทำงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กล่าวในที่ประชุม หลังจากที่ถูกสอบถามถึงปัญหาแหล่งมรดกโลกของไทย 5 แห่ง ว่า
เมื่อปี 2551 ทางยูเนสโก กรุงเทพฯ มีข้อกังวลว่า อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยามีการพัฒนาพื้นที่ไม่เหมาะสมตามที่คณะกรรมการมรดกโลกกำหนดไว้ เช่น มีภูมิทัศน์ที่ไม่สวยงามเหมือนครั้งขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และเมื่อปี 2534 มีการบุกรุกของชุมชน เป็นต้น จึงทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าอาจจะถูกถอดจากมรดกโลกได้ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ของประเทศไทย จะกลายเป็น “มรดกโลก” แห่งที่ 2 ของโลก ซึ่งจะถูกถอดออกจากเกียรติยศนี้ ต่อจากเมืองเดรสเดน เอลเบ ฝั่งตะวันออกของเยอรมนีหรือไม่?
ซึ่งการปฏิรูปและบริหารจัดการของทั้งภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของพระนครศรีอยุธยาน่าจะเป็นผู้ที่รู้คำตอบดีที่สุด และรัฐบาลก็ต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนที่สุด เพราะถือเป็นเรื่องหน้าตาหรือภาพลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมของประเทศชาติอีกด้านหนึ่ง ซึ่งทั่วโลกให้การยอมรับยกย่องและเชิดชู
การพิสูจน์ถึงอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา แห่งนี้ว่า มีเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง? สมควรแล้วหรือที่จะถูกถอดจากการเป็นมรดกโลก? ในสายตาคนท้องถิ่น ซึ่งเบื้องต้น ณ ปัจจุบันเมื่อเดินดูรอบๆ อุทยานประวัติศาสตร์ฯ สิ่งที่เห็นอย่างชัดเจน คือ ภายในอุทยานประวัติศาสตร์ฯ จะมีเชือกกั้นพร้อมข้อความแจ้งเตือนห้ามแผงลอยและร้านค้ามาตั้งขายของข้างในอุทยานฯ โดยพ่อค้าแม่ค้าก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ตามจุดต่างๆ จะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อย เป็นภาพที่สอดคล้องจากคำกล่าวของนายธราพงศ์ ศรีสุชาติ ผู้อำนวยการสำนักโบราณคดี ว่า “ตอนนี้เราก็พยายามจัดระเบียบร้านค้าร้านขายให้มันอยู่ข้างนอกเขตที่เป็นเขตใจกลาง จัดให้หลบๆ นิดหนึ่ง ไม่ให้อยู่ในจุดที่เป็นมลพิษทางสายตา”
ที่นี้เรามาเจาะวงในกันถึงปัญหาที่แท้จริง จากการสอบถามคนในพื้นที่ดังที่กล่าวมานั้น ทำให้เราได้รับรู้ความเป็นจริงข้อหนึ่งว่าผู้คนในท้องถิ่น หรือคนไทยหลายๆ คนอาจจะยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับ ความหมายที่แท้จริงของมรดกโลก ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
การรักษาไว้ซึ่งความเป็นมรดกโลกนั้น ไม่ได้หมายความถึงแค่การจัดระเบียบร้านค้า การรักษาความสะอาด การตกแต่งพื้นที่ให้สวยงามให้ถูกใจนักท่องเที่ยว แต่มันคือ “การรักษากายภาพของอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาให้อยู่ในสภาพใกล้เคียงของแท้ดั่งเดิมมากที่สุด โดยที่ไม่ถูกรบกวนจากสิ่งแปลกปลอม” ซึ่งแท้จริงแล้วสิ่งแปลกปลอมนั้นอาจเป็นสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น เสาไฟฟ้ารูปหงส์ การปลูกต้นไม้ดอกไม้ ก็อาจจะอยู่ในเกณฑ์สิ่งแปลกปลอมด้วยก็เป็นได้
ซึ่งในขณะนี่เราได้รับการยืนยันจาก นายธราพงศ์ ศรีสุชาติ ผู้อำนวยการสำนักโบราณคดีให้การยืนยันว่า อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยายังอยู่ในสภาพปกติ ยังไม่มีการแจ้งเตือนมาอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการมรดกโลก แต่ทว่า การที่คณะกรรมการมรดกโลกยังไม่มีการตักเตือนมาอย่างเป็นทางการไม่ได้หมายความว่า สถานการณ์จะไม่น่าเป็นห่วง นายธราพงศ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงปัญหาที่แท้จริง
“สิ่งที่เราเป็นกังวลอยู่ก็คือว่า ในสภาพที่เป็นกายภาพปัจจุบันมีปัญหา ซึ่งอยู่ในข่ายที่จะโดนถอดถอนถ้ามีการตรวจสอบ ถ้าเปรียบเทียบจากประเทศอื่น ปัญหาที่เป็นอยู่ตอนนี้คือ ปัญหาด้านการบริหารจัดการพื้นที่ มันมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาอยู่มนเขตพื้นที่ เช่น ร้านค้าร้านขายเข้ามารกรุงรังสร้างความไม่เป็นระเบียบ และมีการก่อสร้าง สาธารณูปโภคขนาดใหญ่เข้ามาในเขตเมืองเก่า อย่างเช่นถนนขนาดใหญ่ การขยายถนน การขุดขยายคลองที่เคยมีอยู่เดิมมาแต่สมัยโบราณของทางหน่วยงานท้องถิ่น”
ในส่วนของความเห็นจากทางฝั่งนักโบราณคดี รองศาสตราจารย์สายันต์ ไพรชาญจิตร์ คณบดีคณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ให้ความเห็นว่า “สำหรับเรื่องนี้ ผมดูแล้วอยุธยาของเรา ยังไม่เห็นเข้าเกณฑ์ที่จะถูกถอดออกจากมรดกโลกนะ แต่มันน่าจะมีประเด็นคงอยู่ตรงการปล่อยปละละเลยมากกว่า ปล่อยให้มีการใช้พื้นที่อย่างไม่เป็นระเบียบ ซึ่งถ้าเรานับตามการอนุรักษ์ตามเกณฑ์ของมรดกโลกก็อาจจะดูน่าเกลียดขึ้นเรื่อยๆ คือมันผิดไปจากของเดิมที่เป็นอยู่มาก”
ดังนั้น การแก้ปัญหาน่าจะอยู่ที่การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับคนในท้องที่ หรือหน่วยงานท้องถิ่น ถ้าต้องการที่จะให้อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็นมรดกโลกต่อไป รองศาสตราจารย์สายันต์ ชี้ว่าการที่อุทยานประวัติศาสตร์ฯ แห่งนี้ได้รับเกียรติยศให้เป็นมรดกโลกนี่เอง ที่เป็นตัวสร้างความห่างเหินกับคนในท้องถิ่น ตัวโบราณสถานที่แท้จริงแล้วเป็นของพวกเขา ไม่ได้เป็นของคนทั้งโลกหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือเป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวอันมีชื่อเสียง เป็นแหล่งทำรายได้ให้แก่ประเทศ จนเกิดแนวความคิดของการปรับปรุงพื้นที่ให้ถูกใจนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว จนลืมรากเหง้าที่แท้จริง
สรุปแล้วอย่างไรก็ตามในเมื่ออุทยานประวัติศาสตร์อยุธยาได้รับเกียรติยศไปแล้ว ดังนั้น มันจึงจำเป็นที่จะต้องรักษาเกียรติยศของความเป็น “มรดกโลก” นี้ไว้ให้ได้ เพราะการถูกถอดเกียรติยศก็หมายความว่าประเทศจะต้องเสียชื่อเสียง และอาจจะกระทบกระเทือนไปถึงรายได้ของประชาชนซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
และก่อนจากกันและสุดท้ายท้ายสุด ผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซท์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ ซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่องมองเศรษฐกิจไทย…มองให้เข้าใจกับ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์ และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซด์ตอนนี้ คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซด์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซด์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ
TopScholar’s Web Editor
Photo Source: http://amazingthaiheritage.com/
ท่องเที่ยวไทยกันดีกว่า
พฤศจิกายน 28, 2009
สวัสดีคะกลับมาพบกันเป็นประจำอีกครั้ง กับคอลัมน์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบผลงานวิชาการและเรื่องราวรอบรู้ทั่วไป ก่อนอื่นเลยต้องขอร่วมแสดงความเสียใจต่อการจากไปของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบแล้วในวัย 74 ปีด้วยโรคมะเร็งตับ ปิดตำนานนักการเมืองผู้มากสีสัน มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ฝีปากกล้า พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ทุกเรื่องอย่างตรงไปตรงมา
และในช่วงนี้ก็ได้เกิดสถานการณ์บ้านเมืองหลากหลายเหตุการณ์อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งของประเทศเรากับประเทศเพื่อนบ้าน ตัวผู้เขียนก็ได้เอาใจช่วยว่าให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องตั้งใจทำเพื่อประเทศอย่างแท้จริง ให้สถานการณ์สามารถคลี่คลายไปในทางที่ดี โดยผู้เขียนหวังว่าในเวลาที่จะใกล้ถึงปีใหม่ประเทศเราก็จะมีแต่สิ่งที่ดีๆ ตามมา
เมื่อเอ่ยถึงเวลาที่ใกล้ล่วงเลยเข้าเทศกาลปีใหม่กัน หลายท่านคงคิดถึงการท่องเที่ยวไทยว่าจริงๆ แล้ว ประเทศไทยเรานั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย ดังนั้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเราจึงทำการงัดสารพัดกลยุทธ์หลากหลายวิธีในการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวในประเทศไทยเรา
ดังนั้น ทางด้านนางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการด้านตลาดต่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้พยายามอัดแคมเปญช่วงโค้งสุดท้ายที่เหลือของปี 2552 ดึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าประเทศ โดยเฉพาะในตลาดยุโรปที่นิยมเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นนี้ ขณะที่ยอดตัวเลขนักท่องเที่ยวยุโรป ตั้งแต่ ม.ค.-ก.ย.2552 มีจำนวน 2,676,780 คน ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อนเล็กน้อย แต่จนถึงสิ้นปี มีเป้าหมายจะผลักดันนักท่องเที่ยวยุโรปให้ใกล้เคียงกับปีที่แล้วที่ 3.8 ล้านคน
นางภัทรพร สิทธิวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานปารีส การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ดูแลประเทศฝรั่งเศส เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ โมร็อกโก โมนาโก ตูนิเซีย และแอลจีเรีย เปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวฝรั่งเศสตลอดทั้งปีนี้คงได้เท่าๆ กับปีที่แล้วหรือลดลงเล็กน้อย จากจำนวน 396,000 คน โดยได้นำกลยุทธ์เจาะตลาดนักท่องเที่ยวเน้นกลุ่มเซเลบริตี้ นางงาม พิธีกร มหาเศรษฐี ล่าสุดได้นำผู้เข้าประกวดนางงามเบลเยียม 2010 มาเก็บตัวที่เกาะภูเก็ตก่อนการคัดเลือกในรอบสุดท้ายช่วงต้นปีหน้า พร้อมทั้งเจาะกลุ่มอินโดจีน ที่อยู่ในฝรั่งเศสร่วม 500,000 คนที่เดินทางกลับบ้านทุกปี และใช้ไทยเป็นประตูผ่านให้พร้อมท่องเที่ยวในไทย ส่วนปีหน้ามียอดจองล่วงหน้าแล้ว 80% กับเที่ยวบินประจำการบินไทย แอร์ฟรานซ์
โดยทั้งนี้เราไม่ได้เจาะแค่ประเทศฝั่งยุโรปเท่านั้นแต่ยังรวมถึงทางด้าน นายวิษณุ เจริญศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานมอสโก ททท. ดูแลรัสเซีย เบลารุส ยูเครน จอร์เจีย อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจัน คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน ทาจิกิสถานและคีร์กิซสถาน กล่าวว่า ตลาดรัสเซียต้องเน้นการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ เป็นลำดับแรก โดยสถานการณ์ 6 เดือนแรก ติดลบ 24% พอถึง ส.ค.เหลือติดลบ 19% แต่ใน 4 เดือนสุดท้ายของปี เชื่อว่าผลจากการส่งเสริมการตลาดรูปแบบต่างๆจะดึงตลาดให้กลับมาได้เท่ากับปีก่อนที่ 319,000 คน
รวมถึง นายปราโมทย์ ทรัพย์เย็น ผู้อำนวยการสำนักงานดูไบ ททท. ดูแลบาห์เรน อิหร่าน อิรัก จอร์แดน คูเวต เลบานอน โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย ซีเรีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กล่าวว่า ตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าในอีก 3 เดือนไม่น้อยกว่า 5,000 ราย พร้อมกันนั้นได้เจาะกลุ่มเยาวชน นักเรียน นักศึกษา โดยร่วมกับบริษัททัวร์ของไทย 7 บริษัท คาดต้นปีหน้าจะได้ไม่ต่ำกว่า 20 กลุ่ม กลุ่มละ 30-50 คน
สรุปแล้วเราก็คาดหวังว่าในช่วงเทศกาลที่จะถึงนี้ ในภาคการเศรษฐกิจทางด้านการท่องเที่ยวของประเทศเราดีขึ้นอย่างแน่นอน และก่อนจากกันช่วงนี้อากาศเย็นแล้ว มีความเสี่ยงจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ ยังไงก็ดูและสุขภาพกันด้วยนะคะ
และสุดท้ายท้ายสุด ผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซท์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ ซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่องมองเศรษฐกิจไทย…มองให้เข้าใจกับ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์ และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซด์ตอนนี้ คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซด์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซด์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ
TopScholar’s Web Editor
วันพระบิดาแห่งฝนหลวง
พฤศจิกายน 10, 2009
สวัสดีกันอีกครั้งกับการกลับมาพบกันเป็นประจำ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบข่าวสารแวดวงวิชาการและสถานการณ์บ้านเมืองทั่วๆ ไป ก่อนอื่นเลยทางผู้เขียนต้องบอกความรู้สึกกันก่อนกับประโยคที่ว่า “เวลาไม่เคยคอยใคร” เพราะนี่ผ่านไปไม่นานก็ใกล้จะเข้าสู่อีกปีหนึ่งเข้าไปแล้ว เชื่อว่าหลายท่านคงต้องคิดเหมือนผู้เขียนเป็นแน่ว่าเวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน ยังไงหลายๆ ท่านที่ตั้งใจว่าจะทำอะไรต่างๆ แล้วยังไม่ทำก็รีบลงมือทำเลยนะคะ สำหรับช่วงนี้สถานการณ์บ้านเมืองเราคงหนีไม่พ้นการมีปัญหากันระหว่างประเทศเรากับประเทศเพื่อนบ้าน ยังไงเราที่เป็นประชาชนคนไทยก็ได้แต่เอาใจช่วยให้สถานการณ์แก้ไขไปในทางที่ดี
สำหรับสัปดาห์นี้เราจะมีแต่เรื่องราวดีๆ มาฝากกัน ไม่ทราบว่าทางท่านผู้อ่านสังเกตดูบ้างไหมว่าช่วงนี้จะเรียกว่าช่วงปลายฝนต้นหนาวกัน แต่สำหรับ ณ ตอนนี้ทางผู้เขียนก็ยังงงอยู่ว่าจะเรียกว่าเป็นฤดูอะไรดี เพราะช่วงเช้ามีลมเย็นๆ เหมือนลมหนาวมา พอช่วงกลางวันร้อนจนเหงื่อซึม พอช่วงเย็นฝนก็ตกอีก กลายเป็นหนึ่งวันมี 3 ฤดูกาลกันเลยทีเดียว เมื่อพูดถึงหน้าฝนทำให้เรานึกถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง”
และเนื่องจากวันที่ 14 พฤศจิกายน 2552 นี้ได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกวาระหนึ่งของ “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ทาง นายศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เตรียมเปิดตัวโครงการจัดทำเว็บไซท์ “เป็นฝนสู่ประชา จากบิดาของแผ่นดิน” ภายใต้ชื่อเว็บไซต์ www.thairoyalrain.net โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง” เพื่อให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศ ได้ทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณ และพระปรีชาสามารถด้านฝนหลวง อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสและเป็นช่องทางการสื่อสารให้ประชาชนได้แสดงความจงรักภักดีลงนามถวายพระพรและร่วมกิจกรรมต่างๆด้านฝนหลวง โดยจะเปิดตัวเว็บไซท์ www.thairoyalrain.net อย่างเป็นทางการในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 นี้
นายศักดิ์ชัย กล่าวว่า โครงการจัดทำเว็บไซท์ “เป็นฝนสู่ประชา จากบิดาของแผ่นดิน” ที่จัดทำขึ้นนี้ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้รวบรวมประวัติโครงการพระราชดำริฝนหลวง และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ พระปรีชาสามารถ และพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เกี่ยวกับโครงการฝนหลวง ซึ่งได้ทรงพระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทย โดยจัดทำในระบบสารสนเทศผ่านทางเว็บไซต์ขึ้นเป็นการเฉพาะ ประกอบด้วย 5 หัวข้อหลัก คือ
1. พระมหากรุณาธิคุณทรงเมตตา
2. พระปรีชาสามารถราษฎร์ประจักษ์
3. พระประทานฝนหลวงพิเศษภักดิ์
4. ประเสริฐนัก พระดำรัส ขวัญประชา
5. ติดตรึงตรา พระราชกรณียกิจ สฤษดิ์ไผท
โดยเวปไซท์ดังกล่าวจัดทำข้อมูลเป็น 2 ภาษา ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ผู้ที่สนใจสามารถค้นคว้าหาความรู้และชื่นชมภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการเสด็จเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดาร และภาพพระราชจริยวัตรอันน่าประทับใจได้ที่เว็บไซท์ดังกล่าว
และก่อนจากกันไหนๆ วันนี้เราก็มีแต่เรื่องราวดีๆ มาฝากกัน ต้องขอแสดงความชื่นชมยินดีกับความเก่งของเด็กไทยกัน เพราะล่าสุดจากการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับ บริษัท Gammaco (ประเทศไทย) จำกัด ส่งคณะนักเรียนไทยกว่า 100 คน จำนวน 25 ทีม ไปเข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ WRO 20029: World Robot 2009 ณ เมืองโปฮาง ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 5-10 พฤศจิกายน 2552 โดยการแข่งขันในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 32 ประเทศ 217 ทีม
โดยในครั้งนี้ทีมนักเรียนไทยสามารถคว้ารางวัล จากการแข่งขันมาได้ 6 รางวัล นับว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่กันเลยทีเดียวที่ทีมนักเรียนไทยคว้ารางวัลมาได้มากที่สุดตั้งแต่เข้าร่วมการแข่งขันมา โดยรางวัลสูงสุดที่ได้ในครั้งนี้ คือ รางวัลชนะเลิศ อันดับ 1 และรางวัลยอดเยี่ยมพิเศษที่ได้รับการโหวตจาดคณะกรรมการ จากประเภทความคิดสร้างสรรค์ ในโครงการหัวข้อหุ่นยนต์ศิลปิน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยทีมจากโรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดนครปฐม เป็นที่น่าชื่นชมและน่ายินดีเป็นอย่างมากเลยนะคะที่เด็กไทยสามารถนำความเก่งไปสร้างชื่อให้ประเทศไทย
ก่อนจากกันก่อนจากกันผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซท์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ ซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่องมองเศรษฐกิจไทย…มองให้เข้าใจกับ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์ และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซด์ตอนนี้ คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซด์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซด์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ
TopScholar’s Web Editor
บทสรุป ASEAN SUMMIT 2009
ตุลาคม 29, 2009
กลับมาพบกันอีกครั้งกับ Editor Talk ประจำสัปดาห์นี้ กลับสถานการณ์บ้านเมืองที่มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น แต่ที่น่าสนใจและเป็นกระแส ณ ตอนนี้ คงไม่พ้นการประชุมอาเซียน ครั้งที่ 15 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป กับการเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมระดับอาเซียนของประเทศเรา โดยการประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2552 ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2552 ที่ผ่านมา โดยมีการประชุมกันที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ซึ่งโดยรวมแล้วของความสำเร็จในครั้งนี้ ที่ดูดีและมีความก้าวหน้ามากที่สุด และเกิดเป็นรูปธรรมชัดเจนสมความตั้งใจของไทยในฐานะประธานอาเซียน คือ เวทีการประชุมผู้นำอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา อันประกอบด้วย ไทย มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม และเลขาธิการอาเซียน แม้จะขาดประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ และประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย ที่เดินทางมาร่วมประชุมไม่ทันนั้น แต่ก็สามารถประกาศจัดตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights : AICHR) โดยหวังว่าจะเป็นกลไกที่จะส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชนในภูมิภาคนี้
นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันในสิ่งที่อาเซียนกำลังเผชิญอยู่ โดยเรื่องการเชื่อมโยงเครือข่ายการติดต่อสื่อสารและคมนาคม โดยมีการเสนอให้มีศูนย์ทางหลวงอาเซียน การพัฒนาเส้นทางรถไฟให้เป็นระบบรางคู่ อีกทั้งเร่งจัดตั้ง “กองทุนอาเซียนว่าด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน” เพื่อเชื่อมโยงกับกองทุนต่างๆ ซึ่งมีการผลักดันจัดตั้งให้ได้ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งต่อไปที่เวียดนาม
ขณะเดียวกัน ผู้นำอาเซียนยังให้การรับรองแถลงร่วมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการประชุมรัฐภาคี อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 15 (COP 15) และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 5 ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่อาเซียนจะใช้ในการประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ในเดือน ธ.ค.นี้ ขณะที่การรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศต่างๆ ในการบริหารจัดการภัยพิบัติ จะต้องให้หน่วยงานด้านกลาโหมของประเทศสมาชิกมีส่วนร่วม และต้องคงความร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาคและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ รวมถึงอาเซียนต้องมีอาหารสำรองเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน อีกทั้งยังต้องเสริมสร้างความร่วมมือกันมากขึ้นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การเสริมสร้างการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้พลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้และพลังงานสะอาด
นอกจากนี้ยังเร่งรัดจัดตั้งกองทุนสำรองพหุภาคีภายใต้มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ จำนวน 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (4.2 ล้านล้านบาท) ภายในสิ้นปี 2552 เพื่อช่วยเหลือประเทศในภูมิภาคที่มีปัญหาสภาพคล่องจากการไหลออกของเงินทุน และจัดตั้งหน่วยงานอิสระติดตามสภาวะทางเศรษฐกิจในภูมิภาค อีกทั้งยังเร่งรัดการริเริ่มเพื่อพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชียเพื่อระดมเงินทุนในภูมิภาคมาพัฒนาภายในภูมิภาคเอเชีย ตลอดจนสนับสนุนการศึกษาแนวทางการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก (EAFTA) เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนในภูมิภาคนี้ ขณะเดียวกันญี่ปุ่นยังย้ำถึงแนวคิดการตั้งประชาคมเอเชียตะวันออก (อีเอซี) ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นภูมิภาคเปิด และเสริมสร้างความร่วมมือที่มีอยู่แล้วในกรอบต่างๆ ซึ่งไทยรับไปศึกษารายละเอียดและร่างแผนปฏิบัติการเพื่อนำเสนอต่อไป
ปิดท้ายที่การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (อีเอเอส) ในวันสุดท้ายของการประชุมสุดยอดอาเซียนฯ เป็นการหารือร่วมกันของผู้นำในชาติสมาชิกอาเซียน กับผู้นำจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเลขาธิการอาเซียน โดยที่ประชุมได้รับฟังการบรรยายสรุปจากผู้แทนธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) และคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ถึงผลกระทบของวิกฤติการเงินและเศรษฐกิจโลกที่มีต่อภูมิภาค ซึ่งพบว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก สามารถกระตุ้นให้เศรษฐกิจของตัวเองกลับมามีอัตราการขยายตัวได้แล้ว
โดยเอดีบีได้ปรับตัวเลขประมาณการการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกในปีนี้ จากร้อยละ 3.4 เป็น 3.9 และในปีหน้า จากร้อยละ 6 เป็นร้อยละ 6.4 อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมก็เห็นว่าควรพิจารณาเกี่ยวกับช่วงเวลาและวิธีที่เหมาะสมที่แต่ละประเทศจะหยุดใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของตัวเอง เพื่อไม่ให้ทำลายความสมดุล หรือส่งสัญญาณที่ผิดให้กับการฟื้นตัวที่ยังคงเปราะบางของระบบเศรษฐกิจโลก อีกทั้งยังมุ่งเน้นความคืบหน้าในการจัดตั้งความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านของเอเชียตะวันออก และการจัดตั้ง EAFTA
แม้การประชุมอันสำคัญครั้งนี้ได้รูดม่านปิดฉากไปแล้ว โดยประเทศไทยได้ทำพิธีส่งมอบตำแหน่งประธานอาเซียนให้กับประเทศเวียดนาม รับช่วงต่อในการทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งต่อไปที่กรุงฮานอย และทางประเทศเราหวังว่าจะทำให้ชาติสมาชิกอาเซียนมีการเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง และการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาค ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การตั้งประชาคมอาเซียนที่แข็งแกร่งภายในปี 2558 ซึ่งทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์ของประเทศสมาชิกและประชาชนในภูมิภาคนั่นเอง
ก่อนจากกันก่อนจากกันผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซด์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ ซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่องมองเศรษฐกิจไทย…มองให้เข้าใจกับ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์ และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซด์ตอนนี้คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซด์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซด์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ
TopScholar’s Web Editor












