เรียนฟรี 15 ปี… ทางแก้ หรือ ทางตัน?
กุมภาพันธ์ 24, 2009
สัปดาห์หนึ่งผ่านไปเร็วเหลือเกิน เผลอแป๊บเดียวกลับมาพบกับท่านผู้อ่านกันอีกแล้วนะค่ะ เวลาผ่านไปเร็ว เรื่องราว หรือเหตุการณ์ ย่อมหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเช่นกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใกล้ตัวทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินช่วยเหลือค่าครองชีพ 2,000 บาท สำหรับผู้ที่มีประกันสังคม และเข้าข่ายตามกฏเกณฑ์ของประกันสังคมได้วางไว้ ซึ่งผลประโยชน์ในส่วนที่ประชาชนควรจะได้รับก็ควรจะชัดเจน และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย หรือแม้แต่ข่าวด้านการศึกษาที่มองดูเหมือนจะมีทางออกสำหรับผู้ด้อยโอกาส หรือมีทุนทรัพย์น้อย ให้สามารถได้รับโอกาสทางการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมกัน
แต่การให้ทุนเรียนฟรีถ้าไม่มีการจัดระบบ หรืองบประมาณ รวมทั้งกลุ่มเป้าหมายที่จะนำงบประมาณไปใช้ อาจจะกลายเป็นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ลงทุนแล้วสูญเปล่า หรืออาจทำให้มีผลกระทบต่องบประมาณส่วนอื่นๆ ได้ ดังที่นายพูลทรัพย์ ปิยะอนันต์ อดีตผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภาและอดีต ผอ.สำนักงานประมาณ ได้กล่าวไว้ในรายละเอียดว่า “แนวทางการจัดสรรงบประมาณประจำปีของรัฐบาลชุดต่างๆ ว่า จากการติดตามการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีของแต่ละรัฐบาลตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา รู้สึกเป็นห่วงมาก เนื่องจากงบประมาณส่วนใหญ่เป็นงบประจำ ซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากปี 2538 มีสัดส่วนงบประจำคิดเป็น 63% จนกระทั่งถึงปี 2552 เพิ่มขึ้นเป็น 77% และล่าสุดปี 2553 เพิ่มเป็น 80% ซึ่งเป็นจุดอันตราย ทั้งนี้ ตามหลักการแล้วจะต้องจำกัดงบประจำให้ไม่เกิน 75% เนื่องจากส่วนที่เหลือจะเป็นงบลงทุน เพื่อใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการพัฒนาคุณภาพด้านต่างๆ ดังนั้น การที่รัฐมีงบประจำในปี 2552 และ 2553 ตามสัดส่วนดังกล่าว จะทำให้เหลืองบสำหรับลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อย อาจทำให้ไม่ได้ผลและแก้ไขคนว่างงานไม่ได้ นอกจากนี้ภาครัฐจะต้องระมัดระวังการใช้เงินไปกับโครงการประชานิยม และโครงการการก่อสร้างต่างๆ เพราะจะสร้างภาระงบประจำที่ผูกพันตามมา เช่น หากมีการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ หรือการสร้างศูนย์ราชการใหม่ สิ่งที่ตามมาคืองบประจำด้านสาธารณูปโภคเป็นต้น งบเหล่านี้จะทำให้ตัวเลขงบประจำงอกเงยขึ้นมหาศาล และรัฐจะไม่มีเงินพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจประเทศ กว่าจะฟื้นตัวได้ประมาณปี 2554 ดังนั้น น่าเป็นห่วงว่ารัฐจะหาเงินจากที่ไหนมากระตุ้นเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ อดีต ผอ.สำนักงบฯ กล่าวต่อว่า สำหรับงบประมาณด้านการศึกษา ตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งรัฐบาลเตรียมใช้งบประมาณจำนวน 18,000 ล้านบาทนั้น ถือว่าสูงมาก เป็นภาระต่อรัฐและไม่เห็นด้วยที่จะให้ทุกคนฟรีเหมือนกันหมด หากจะดูแลถึงระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ก็น่าจะเพียงพอแล้ว โดยให้คนที่มีความสามารถในการจ่ายหรือคนที่มีฐานะดี ควรจะจ่ายเงินเอง ส่วนรัฐจะได้มีเงินเหลือพอที่จะดูแลคนยากจนได้อย่างทั่วถึง และยังมีเงินเพียงพอที่จะใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เช่น การอบรมครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ซึ่งเราขาดแคลน รวมทั้งควรมีเงินเพื่อจ้างครูเก่งๆ ให้ได้เงินเดือนสูงๆ จะได้ไม่สมองไหลไปอยู่กับภาคเอกชน เป็นต้น (www.thairath.co.th วันที่ 21 ก.พ. 2552)
เป็นไงบ้างค่ะ ท่านผู้อ่าน… ฟังแบบนี้แล้วรู้สึกหดหู่ใช่ไหมค่ะ เพราะอะไรๆ ในขณะนี้ซบเซาไปตามๆ กัน แต่ผู้เขียนก็ไม่อยากให้ผู้อ่านหมดกำลังใจ เพราะทุกอย่างมีขึ้นและมีลง ขอให้มองในแง่ดีนะค่ะ ว่าอุปสรรคและปัญหามีไว้ทดสอบผู้มีปัญญา ซึ่งคนธรรมดาๆ ไม่สามารถผ่านไปได้… จริงไหมค่ะ
จบจากสาระที่นำมาฝากกัน ก็ขอต่อด้วยการอัพเดรทเว็บไซท์ TopScholar.org ที่ตอนนี้มีอะไรใหม่ๆ และน่าสนใจไม่แพ้กันทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นบทสัมภาษณ์เรื่อง “การแกะรอยพิบัติภัยสึนามิ” โดย ผศ.ดร.มนตรี ชูวงษ์ ซึ่งใครจะคาดคิดว่าเกิดขึ้นในประเทศไทยมาแล้วเมื่อ 600 ปีก่อนที่เกาะพระงาม หรือแม้แต่คอลัมน์ชวนคิดชวนอ่าน คอลัมน์ที่เปิดโอกาสให้นักเขียนหน้าใหม่ได้แสดงฝีไม้ลายมือ การใช้สำนวนที่ชวนให้ผู้อ่านได้ติดตามกัน และจบด้วยคอลัมน์หนังสือวิชาการออกใหม่ ที่จัดพิมพ์กับโรงพิมพ์คุณภาพอย่าง บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เขียนแอบทราบมาว่า บริษัทนี้เขามีเสนอบริการใหม่ เปิดตัวกระดาษรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่า “มิโดริกรีนเปเปอร์” เป็นกระดาษนำเข้าที่มีคุณสมบัติถนอมสายตา รักษ์ทั้งสุขภาพ รักษ์ทั้งสิ่งแวดล้อมแบบนี้ ผลประโยชน์จะตกไปไหนเสียถ้าไม่ใช่ผู้บริโภค… จริงไหมค่ะ หากท่านผู้อ่านมีข้อเสนอแนะอะไรดีๆ ก็สามารถส่งมาแนะนำเราได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ…
TopScholar’s Web Editor
Comments
แบบฟอร์มแสดงความคิดเห็น













